<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ChangSunha.com : คลังความรู้ วิทยาศาสตร์ โลกของเรา ชีวจิต เทคโนโลยี สาระความรู้ &#187; Allergy</title>
	<atom:link href="http://www.changsunha.com/tag/allergy/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.changsunha.com</link>
	<description>สารานุกรม คลังความรู้ วิทยาศาสตร์ โลกของเรา ชีวจิต เทคโนโลยี สาระความรู้</description>
	<lastBuildDate>Thu, 15 Mar 2012 16:59:22 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=</generator>
		<item>
		<title>โรคภูมิแพ้ (Allergy) โรคภูมิแพ้เกิดจาก รักษาโรคภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้คืออะไร</title>
		<link>http://www.changsunha.com/health/allergy/</link>
		<comments>http://www.changsunha.com/health/allergy/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Feb 2010 11:59:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สารานุกรม</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Allergy]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาโรคภูมิแพ้]]></category>
		<category><![CDATA[โรคภูมิแพ้]]></category>
		<category><![CDATA[โรคภูมิแพ้เกิดจาก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.changsunha.com/?p=478</guid>
		<description><![CDATA[โรคภูมิแพ้ (Allergy) โรคภูมิแพ้เกิดจาก รักษาโรคภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้คืออะไร โรคภูมิแพ้ หรือโรคแพ้ (Allergy) หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีอาการไวผิดปกติต่อสิ่งซึ่งสามารถก่อให้เกิดอาการ ภูมิแพ้ (Allergen) ซึ่งธรรมชาติสารเหล่านี้อาจไม่ก่อให้เกิดภูมิแพ้กับคนปกติทั่วไป โรคภูมิแพ้มักจะเกิดกับใคร โรคภูมิแพ้เกิด ได้ทุกเพศทุกวัย เด็กอายุ 5 ถึง 15 ปี มักพบว่าเป็นบ่อยกว่าช่วงอายุอื่นๆ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่โรคแสดงออกหลังจากได้รับ &#8220;สิ่งกระตุ้น&#8221; มานานเพียงพอ อย่างไรก็บางคนอาจเริ่มเป็นโรคภูมิแพ้ตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ได้ โรคภูมแพ้เกิดขึ้นได้จากสิ่งใด โรคภูมิแพ้นั้น มิใช่โรคติดต่อ แต่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม จากรุ่นคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพ่อคุณแม่ มาสู่ลูกหลานได้ อาจพบว่าในครอบครัวนั้นมีสมาชิกป่วยเป็นโรคภูมิแพ้หลายคน สิ่งที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ ตัวการที่ทำให้ เกิดอาการแพ้ เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ (Allergens) หรือ สิ่งกระตุ้น ซึ่ง อาจเข้าสู่ร่างกายทางระบบหายใจ การรับประทานอาหาร การสัมผัสทางผิวหนัง ทางตา ทางหู ทางจมูก หรือโดยการฉีดหรือถูกกัดต่อยผ่านผิวหนัง ตัวการที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้มีอยู่รอบตัว สามารถกระตุ้นอวัยวะต่างๆ จนก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ อวัยวะที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้เกิดจากการกระตุ้นของสารก่อภูมิแพ้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;">โรคภูมิแพ้ (Allergy) โรคภูมิแพ้เกิดจาก รักษาโรคภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้คืออะไร</p>
<p style="text-align: left;"><strong>โรคภูมิแพ้ หรือโรคแพ้ (Allergy)</strong> หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีอาการไวผิดปกติต่อสิ่งซึ่งสามารถก่อให้เกิดอาการ <strong>ภูมิแพ้ (Allergen)</strong> ซึ่งธรรมชาติสารเหล่านี้อาจไม่ก่อให้เกิดภูมิแพ้กับคนปกติทั่วไป</p>
<p style="text-align: left;"><strong>โรคภูมิแพ้มักจะเกิดกับใคร</strong></p>
<p style="text-align: left;">โรคภูมิแพ้เกิด ได้ทุกเพศทุกวัย เด็กอายุ 5 ถึง 15 ปี มักพบว่าเป็นบ่อยกว่าช่วงอายุอื่นๆ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่โรคแสดงออกหลังจากได้รับ <strong>&#8220;สิ่งกระตุ้น&#8221;</strong> มานานเพียงพอ อย่างไรก็บางคนอาจเริ่มเป็นโรคภูมิแพ้ตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ได้<span id="more-478"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="Allergy" src="http://www.changsunha.com/images.php?story=VjFaV2IxVXdNVWhVYTFacFRURndUbFJVU2xKbGJIQkpZWHBHYUdKVldrbFZiVFZYV1ZVd2QwNUlhRnBpVkVaMldWVldOR1JHVW5WWGJXeFdaVzEwTmxkVVFrNWxSMFowVTFoc1QxWkZTbWhXYm5CV1pERlNSVlJzWkd0TmEzQkpWREZrYjFsV1RrWk5WRUpZWWxSR2VsbDZSbmRYVmxKWlYyczFhR0V3V1RCV1JsWk9Ua2RSZDAxWVFsQldWWEJ3VldwT2IyTXhhM2xOVjNSUFZsaG9NRmt3YUd0WlYxSTJUVVJyUFE9PQ==" alt="โรคภูมิแพ้" /><strong> </strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>โรคภูมแพ้เกิดขึ้นได้จากสิ่งใด</strong></p>
<p style="text-align: left;">โรคภูมิแพ้นั้น มิใช่โรคติดต่อ แต่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม จากรุ่นคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพ่อคุณแม่ มาสู่ลูกหลานได้ อาจพบว่าในครอบครัวนั้นมีสมาชิกป่วยเป็นโรคภูมิแพ้หลายคน</p>
<p style="text-align: left;"><strong>สิ่งที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้</strong></p>
<p style="text-align: left;">ตัวการที่ทำให้ เกิดอาการแพ้ เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ (Allergens) หรือ สิ่งกระตุ้น ซึ่ง อาจเข้าสู่ร่างกายทางระบบหายใจ การรับประทานอาหาร การสัมผัสทางผิวหนัง ทางตา ทางหู ทางจมูก หรือโดยการฉีดหรือถูกกัดต่อยผ่านผิวหนัง ตัวการที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้มีอยู่รอบตัว สามารถกระตุ้นอวัยวะต่างๆ จนก่อให้เกิดอาการแพ้ได้</p>
<p style="text-align: left;"><strong>อวัยวะที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้เกิดจากการกระตุ้นของสารก่อภูมิแพ้</strong></p>
<p style="text-align: left;">1.โรคภูมิแพ้ติดต่อทางลมหายใจ</p>
<p style="text-align: left;">ถ้าสิ่งกระตุ้น ผ่านเข้ามาทางลมหายใจ ตั้งแต่รูจมูกลงไปยังปอด ก็จะทำให้เป็นหวัด คัดจมูก จาม น้ำมูกไหล คันคอ เจ็บคอ ไอ มีเสมหะ เสียงแหบแห้ง และลงไปยังหลอดลม ทำให้หลอดลมตีบตัน เป็นหอบหืด</p>
<p style="text-align: left;">2.โรคภูมิแพ้ติดต่อทางผิวหนัง</p>
<p style="text-align: left;">ถ้าสิ่งกระตุ้นเข้ามาทางผิวหนัง จะทำให้เกิดผื่นคัน น้ำเหลืองเสีย</p>
<p style="text-align: left;">3.โรคภูมิแพ้ติดต่อทางอาหาร</p>
<p style="text-align: left;">ถ้าสิ่งกระตุ้น เข้ามาทางอาหาร จะทำให้ท้องเสีย อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด เสียไข่ขาวในเลือด อาจทำให้เกิดอาการทางระบบอื่นๆ ได้ เช่น ลมพิษ หน้าตาบวม</p>
<p style="text-align: left;">4.โรคภูมิแพ้ติดต่อทางตา</p>
<p style="text-align: left;">ถ้าสิ่งกระตุ้นเข้ามาทางตา จะทำให้เกิดอาการแสบตา คันตา หนังตาบวม น้ำตาไหล</p>
<p style="text-align: left;">สารก่อภูมิแพ้ที่พบทั่วๆ ไปที่พบได้ทั่วไปได้แก่</p>
<p style="text-align: left;"><strong>สารก่อภูมิแพ้ซึ่งเป็น &#8220;ตัวการ&#8221; ของโรคภูมิแพ้ ที่มักพบบ่อยๆ ได้แก่</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>1. ฝุ่นบ้าน</strong> ตัวไรฝุ่นบ้าน มักปะปนอยู่ในฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 0.3 มม. มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า</p>
<p style="text-align: left;"><strong>2. เชื้อรา</strong> มักปะปนอยู่ในบรรยากาศ ตามห้องที่มีลักษณะอับชื้น</p>
<p style="text-align: left;"><strong>3. อาหารบางประเภท</strong> อาหารบางอย่างจะเป็น ตัวการของโรคภูมิแพ้ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง</p>
<p style="text-align: left;">อาหารจำพวก อาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา อาหารอีกจำพวกที่พบได้บ่อยคือ แมงดาทะเล ปลาหมึก อาจทำให้เกิดลมพิษผื่นคันได้บ่อยๆ เด็กบางคนอาจแพ้ไข่แมงดาทะเลอย่างรุนแรง ซึ่งอาจทำให้มีอาการบวมตามตัว หายใจไม่ออกเป็นต้น</p>
<p style="text-align: left;">โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารประเภทหมัก ดอง เช่น ผักกาดดอง เต้าเจี้ยว น้ำปลา เป็นต้น เด็กบางคนอาจแพ้เห็ดซึ่งจัดว่าเป็นราขนาดใหญ่ เด็กบางคนแพ้ไข่ขาว อาจทำให้เกิดอาการผื่นคันบนใบหน้าได้ บางคนอาจจะแพ้ผลไม้จำพวกที่มีรสเปรี้ยวจัด กลิ่นฉุนจัด เช่น ทุเรียน ลำใจ สตรอเบอรี่ กล้วยหอม และอื่นๆ</p>
<p style="text-align: left;"><strong>4. ยาแก้อักเสบ </strong>ยาที่ทำให้เกิดอาการ แพ้ได้บ่อยๆ นั้นได้แก่ ยาปฎิชีวนะ พวกเพนนิซฺลิน เตตราไวคลิน นอกจากนั้นยังมีพวกซัลฟา ยาลดไข้แก้ปวดพวกแอสไพริน ไดไพโรน ยาระงับปวดข้อปวดกระดูก อาจทำให้เกิดลมพิษผื่นคันจองผิวหน้า พวกเซรุ่มหรือวัคซีนเป็นกันโรคโดยเฉพาะวัคซีนสกัดจากเลือดม้า เช่น เซรุ่มต้านพิษงู แพ้พิษสุนัขบ้า เป็นต้น</p>
<p style="text-align: left;"><strong>5. แมลงต่างๆ</strong> แมลงที่มักอาศัยอยู่ ภายในบ้าน เช่น แมลงสาบ แมงมุม มด ยุง ปลวก และแมลงที่อาศัยอยู่นอกบ้าน เช่น ผึ้ง แตน ต่อ มดนานาชนิด เป็นต้น</p>
<p style="text-align: left;"><strong>6. เกสรดอกหญ้า ดอกไม้ ตอกข้าว</strong> วัชพืช สิ่ง เหล่านี้มักปลิว อยู่ในอากาศตามกระแสลม ซึ่งสามารถพัดลอยไปได้ไกลๆ หรืออาจเป็นลักษณะขุยๆ ติดตามมุ้งลวดหน้าต่าง เกสรดอกหญ้าที่ปลิวมาตามสายลม</p>
<p style="text-align: left;"><strong>7. ขนสัตว์ </strong>ขนของสัตว์เลี้ยงเป็น ต้นเหตุของโรคภูมิแพ้ เช่น ขนแมว ขนสุนัข ขนนก ขนเป็ด ขนไก่ ขนกระต่าง ขนนกหรือขนเป็ด ขนไก่ที่ตากแห้งใช้ยัดที่นอนและหมอน สำหรับนุ่น ฟองน้ำ ยางพารา ใยมะพร้าว เมื่อใช้ไปเป็นระยะเวลานานก็จะสามารถเป็นสารก่อภูมิแพ้ได้เช่นกันครับ</p>
<p style="text-align: left;"><strong>การสอบประวัติและวิเคราะห์โรคภูมแพ้</strong></p>
<p style="text-align: left;">แพทย์จะทำการสอบถาม ประวัติและอาการของโรค พร้อมทั้งวิเคราะห์สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว เช่น บ้าน รถยนต์ โรงเรียน สัตว์เลี้ยง งานอดิเรก เพื่อเป็นแนวทางที่จะทราบว่าผู้ป่วยมีอาการ ณ สถานที่ใดได้บ้าง</p>
<p style="text-align: left;"><strong>จะทดสอบโรคภูมิแพ้ทางใดบ้าง</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>1. ทดสอบทางผิวหนัง</strong></p>
<p style="text-align: left;">แพทย์จึงใช้วิธี ทดสอบทางผิวหนัง (Skin Tests) ซึ่งวิธีนี้จะนำเอาน้ำสกัดของสารก่อภูมิแพ้ทางอ้อม โดยนำน้ำสกัดของสารก่อภูมิแพ้มาหยอดลงบนผิวหนังบริเวณท้องแขนซึ่งทำความ สะอาดด้วยแอลกอฮอล์ น้ำ สกัดนั้นมาจากสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยๆ เช่น ฝุ่นบ้าน ไรฝุ่น เชื้อราในบรรยากาศ แมลงต่างๆ ในบ้าน เช่น แมลงสาบ ยุง เกสรดอกไม้ และอื่นๆ เมื่อหยอดน้ำสกัดบนท้องแขนแล้ว ใช้ปลายเข็มที่สะอาดกดลงบนผิวหนังเพื่อให้น้ำยาซึมซับลงไป แล้วทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ตุ่มใดที่ผู้ป่วยแพ้ ก็จะเป็นรอยนูนคล้ายรอยยุงกัด แพทย์จะทำการวัดรอยนูนและรอยแดงของแต่ละตุ่มที่ปรากฏซึ่งทำให้ทราบได้ทันที ว่าเจ้าตัวเล็กแพ้สารใดบ้าง ตุ่มใดที่ไม่แพ้ก็จะไม่มีรอยนูนแดง สำหรับวิธีทดสอบทางผิวหนังทำได้ตั้งแต่เจ้าตัวเล็กอายุได้ไม่กี่เดือนจนถึง เป็นผู้ใหญ่</p>
<p style="text-align: left;"><strong>2. การทดสอบโดยการเจาะเลือด</strong>ดูรายละเอียดด้านวิธีการทดสอบ</p>
<p style="text-align: left;"><strong>หมายเหตุโรคภูิมิแพ้นิดนึงครับ</strong></p>
<p style="text-align: left;">ก่อนที่ผู้ป่วยจะ ทำการทดสอบ ต้องหยุดรับประทานยาแก้แพ้จำพวกยาด้านฮิสตามีนก่อนการทดสอบอย่างน้อย 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นฤทธิ์ยาแก้แพ้จะไปบดบัง ทำให้หาสาเหตุของโรคภูมิแพ้ไม่พบ</p>
<p style="text-align: left;"><strong>มาดูวิธีการรักษาโรคภูมิแพ้กันเถอะ</strong></p>
<p style="text-align: left;">วิธีการรักษาโรคภูมิแพ้</p>
<p style="text-align: left;">โรคภูมิแพ้อาจเกิดขึ้น ได้กับทุกระบบของร่างกาย บางคนอาจมีอาการภูมิแพ้ในระบบใดระบบหนึ่ง หรือหลายระบบ โรคภูมิแพ้นั้นเป็นโรคที่สามารถพิสูจน์หาสาเหตุของโรคและสามารถรักษาให้หาย ได้ ผู้ ป่วยบางคนเริ่มจากอาการแพ้อากาศเรื้อรัง เยื่อจมูกอักเสบ เมื่อไม่ได้ใส่ใจรักษา ต่อมาอาจกลายเป็นโรคหอบหืด โรคผื่นคันผิวหนัง เช่น เป็นลมพิษ ปวดศีรษะเรื้อรัง โรคอ่อนเพลียต่างๆ เป็นต้น</p>
<p style="text-align: left;"><strong>ความเชื่อผิด ๆ ที่เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้</strong></p>
<p style="text-align: left;">บาง คนเชื่อว่า ถ้าเด็กเป็นโรคหอบหืดตั้งแต่เล็กพอโตขึ้นอาจหายไปเองได้ และไม่จำเป็นต้องรักษาอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนัก จำเป็นต้องรักษา</p>
<p style="text-align: left;">เพราะโรคนี้อาจทำ ให้เค้าเจริญเติบโตช้า การปรับตัวเข้ากับสังคมเพื่อนๆ และสภาพแวดล้อมได้ไม่ดี เกิดปมด้อย เจ้าตัวเล็กอาจขาดความมั่นใน ส่วนเด็กที่แพ้อากาศ ถ้าไม่รักษาต่อมาก็อาจกลายเป็นโรคหอบหืดที่มีอาการของโรคแรงขึ้นเรื่อยๆ ได้ครับ</p>
<p style="text-align: left;"><strong>ฐานะพ่อ แม่ จำจัดการอย่างไร กับโรคภูมิแพ้</strong></p>
<p style="text-align: left;">หากคุณพ่อคุณแม่ สงสัยว่าเจ้าตัวเล็กนั้นเป็นโรคภูมิแพ้ คุณควรจะนำเค้าไปปรึกษาแพทย์ เพื่อหาว่าเค้าแพ้อะไรบ้าง การดูแลรักษาเค้าในเบื้องต้นนั้นทำได้โดยการพยายามหลีกเลี่ยงสารที่เค้าแพ้ ครับ ซึ่งจะทำให้อาการของโรคนั้นลดลงหรือหมดไปได้ครับ</p>
<p style="text-align: left;"><strong>ยารักษาโรคภูมิแพ้</strong></p>
<p style="text-align: left;">ปัจจุบันยารักษา โรคภูมิแพ้ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยนั้นมีหลายประเภท ทั้งยารับประทาน ยาสูดเข้าหลอดลม ยาพ่นจมูก ยาหยอดตา และยาทาผิวหนัง</p>
<p style="text-align: left;">เราลองมาหาต้นเหตุและวิธีการหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เกิดพวกอาการแพ้</p>
<p style="text-align: left;">หาต้นเหตุและหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้</p>
<p style="text-align: left;"><strong>วิธีรักษาโรคภูมิแพ้</strong> ทีดีที่สุดคือการค้นหาสาเหตุของการแพ้นั้นให้พบ เช่น การสอบถามประวัติและอาการของโรค พร้อมทั้งวิเคราะห์สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว เช่น บ้าน รถยนต์ โรงเรียน สัตว์เลี้ยง งานอดิเรก ตรวจร่างกายและทดสอบทางผิวหนัง เมื่อทราบว่าแพ้สารใดแล้ว ควรหลีกเลี่ยงสารที่ให้เกิดภูมิแพ้ที่ถูกต้องและอาการของโรคภูมิแพ้ก็จะ ทุเลา</p>
<p style="text-align: left;">ในทางปฏิบัตินั้น การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้นั้นทำได้ยาก เพราะ ชีวิตประจำวันนั้นต้องเผชิญกับสารก่อภูมิแพ้กระจายอยู่รอบๆ ตัว เช่นฝุ่นบ้าน ไรฝุ่น เชื้อรา และอื่น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้การรักษาอาการของโรคอันเป็นปัญหาเฉพาะหน้าจึงเป็นสิ่งจำ เป็นและได้มักจะได้ผลดี แพทย์อาจให้รับประทานยาแพ้แพ้ แก้หอบ แก้ไอร่วมด้วย เป็นต้น</p>
<p style="text-align: left;"><strong>เ</strong><strong>วรกรรม&#8230;หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ก็ทำได้ยากแล้ว แล้วจะรักษาอย่างไรกันดีหนอ&#8230;</strong></p>
<p style="text-align: left;">ฉีดวัคซีนให้ร่างกายเกิดภูมิต้านทาน</p>
<p style="text-align: left;">มี วิธีการรักษาโรค ภูมิแพ้อีกประการหนึ่งที่เป็นการรักษาได้ผลดีพอสมควร ได้แก่การหาสาเหตุของโรคภูมิแพ้ให้พบแล้วนำสารก่อภูมิแพ้ที่ตรวจพบนี้นำมา ผลิตวัคซีนให้ผู้ป่วย เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานสารที่แพ้ (อิมมู โนบำบัด) คือ รักษาให้ร่างกายเกิดภูมิต้านทานสารที่แพ้ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การรักษาเพื่อ ลดภูมิไว คือให้ร่างกายลดความไวต่อสารที่ก่อให้เกิดโรค</p>
<p style="text-align: left;">ต่อมาเราก็รู้หลักการเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ไปมากคราวนี้เรามารู้จัก <strong>การทดสอบภูมิแพ้และการรักษาโรคภูมิแพ้ (Allergic Test and Treatment)</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>เมื่อไรจึงจะต้องทดสอบภูมิแพ้?</strong></p>
<p style="text-align: left;">เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้ เช่น หอบหืด แพ้อากาศ เป็นหวัดง่ายหายยาก แพ้อาหารทุกชนิด แพ้ยา หรือมีผื่นคันเพื่อให้ทราบว่าแพ้อะไร จะได้หลีกเลี่ยงสารนั้นๆ เพื่อนำสารนั้นๆมาทำวัคซีนภูมิแพ้</p>
<p style="text-align: left;"><strong>ก่อนมาทดสอบภูมิแพ้ต้องเตรียมตัวอย่างไร?</strong></p>
<p style="text-align: left;">1. ควรงดยาแก้แพ้ แก้คัน ยาลดน้ำมูก ยาเสริมภูมิ ยารักษาภูมิแพ้ และยาต้านโรคซึมเศร้าบางตัว 7 วันก่อนมาตรวจ ควรเป็นช่วงที่หายจากอาการหอบหืด ไม่มีไข้ หรือผื่นทั่วตัว และอาการป่วยหนักอื่นๆ ประมาณ 7 วัน</p>
<p style="text-align: left;">2. ควรใส่เสื้อที่พับแขนเสื้อได้หรือเป็นเสื้อแขนสั้น</p>
<p style="text-align: left;">3. ควรมีอายุมากกว่า 2 ปี (หากมีอาการแพ้มากอาจทดสอบก่อนอายุ 2 ปีได้)</p>
<p style="text-align: left;"><strong>แบ่งการทดสอบภูมิแพ้เป็น 2 วิธีใหญ่ๆคือ</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>1. การทดสอบในร่างกาย (INVIVO TEST)</strong> เป็นการนำสารมาทดสอบกับร่างกายเรา แบ่งย่อยๆได้ดังนี้</p>
<p style="text-align: left;">ทดสอบทางผิวหนัง (Skin Test) จากการศึกษาจำนวนมากสรุปได้ว่าวิธีสะกิดผิวหนัง (Skin Prick Test) จะสัมพันธ์กับสารก่อภูมิแพ้และอาการป่วยดีกว่าวิธีอื่นๆ ใช้เวลาเพียง 15-30 นาที สามารถทำได้ครั้งละหลายชนิด ราคาไม่แพง (ประมาณ 1600 บาท/12สาร/ครั้ง)</p>
<p style="text-align: left;">ทดสอบโดยการท้าทาย (Challenge Test) เป็นการนำสารมาในปริมาณเพียงเล็กน้อยตามที่คำนวณได้ มาทดสอบโดยการรับประทาน ฉีด หรือทา แล้วค่อยๆเพิ่มปริมาณ แต่จะต้องทำในโรงพยาบาลและมีผู้ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด</p>
<p style="text-align: left;"><strong>2. ทดสอบนอกร่างกาย (IN VITRO TEST) </strong>เช่นการเจาะเลือดไปตรวจ ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถหยุดยาได้แต่ราคาแพงมาก ใช้เวลานาน เสียเลือดเจ็บและตัวมาก ส่วนผลไม่ไวเท่าวิธีแรก</p>
<p style="text-align: left;"><strong>ควรจะฉีดวัคซีนโรคภูมิแพ้เมื่อไร?</strong></p>
<p style="text-align: left;">เมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นๆแล้วอาการไม่ดีขึ้น ดีขึ้นไม่มาก หรืออาการทรุดหนัก หรือมีอาการร่วหลายระบบเช่น หอบหืด และแพ้อากาศต้องการสร้างภูมิด้วยตัวเองและเปลี่ยนแปลงการดำเนินโรคได้ไม่อยากใช้ยาหลายตัวหรือใช้ยานานๆ</p>
<p style="text-align: left;"><strong>ผลข้างเคียงของวัคซีนภูมิแพ้มีอะไรบ้าง?</strong></p>
<p style="text-align: left;">โดยทั่วไปจะมีอาการเจ็บๆคันๆเป็นเม็ดคล้ายๆลมพิษเล็กๆบริเวณที่ฉีด แต่ในบางรายหากป่วยหนัก พักผ่อนน้อยหรือมีอาการหอบหืดอยู่ อาจเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงขึ้น เช่น ลมพิษทั้งตัว บวมในคอ หายใจดังหวี๊ด เป็นลมหรือช๊อค ซึ่งพบได้น้อยมาก(ในประสบการณ์ของผู้เขียนไม่เคยพบเลย เนื่องจากทำการตรวจร่างกายของผู้ป่วยก่อนฉีดวัคซีนภูมิแพ้ก่อนทุกครั้ง)</p>
<p style="text-align: left;"><strong>แจกก่อนปิดท้ายครับ 20 วิธีพิชิตโรคภูมิแพ้</strong></p>
<p style="text-align: left;">หาก อาการน้ำมูกไหล จมูกฟึดฟัด จาม และคันจากโรคภูมิแพ้เป็นหนักทำให้คุณต้องชื้อกระดาษทิชชูมาตุนไว้เต็มบ้าน เพื่อรับมือกับอาการเหล่านี้คุณน่าจะหันมาปรับเปลี่ยนร่างกายให้ทำสงครามตอบ โต้การโจมตีจากโรคภูมิแพ้ที่ทำเอาคุณย่ำแย่มานานปีเสียที จะได้จบสิ้นอาการที่น่ารำคาญลงได้ ภาวะภูมิแพ้อาจไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน 20 วิธีต่อไปนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ใช้ป้องกันตัวเองจากโรคนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img class=" wp-image-473 aligncenter" title="Allergy2" src="http://www.changsunha.com/images.php?story=VjFaV2IxVXdNVWhVYTFacFRURndUbFJVU2xKbGJIQkpZWHBHYUdKVldrbFZiVFZYV1ZVd2QwNUlhRnBpVkVaMldWVldOR1JHVW5WWGJXeFdaVzEwTmxkVVFrNWxSMFowVTFoc1QxWkZTbWhXYm5CV1pERlNSVlJzWkd0TmEzQkpWREZrYjFsV1RrWk5WRUpZWWxSR2VsbDZSbmRYVmxKWlYyczFhR0V3V1RCV1JsWk9Ua2RSZDAxWVFsQldWWEJ3VldwT2IyTXhhM2xOVjNSUFZsUkdkMVJzYUVkaGJFbDVWRlJyUFE9PQ==" alt="Allergy2" /></p>
<p style="text-align: left;"><strong>1. เลือกกินเนื้อไก่แทนเนื้อวัว</strong> ผลงานวิจัยโครงการ 2 ปี ที่ศึกษาผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหวัดแพ้อากาศ 334 ราย และผู้ที่ปกติดี 1,336 ราย พบว่าผู้ที่ได้รับกรดไขมันแปรรูปทรานส์โอเลอิก (รูปแบบหนึ่งของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว) ในอาหารโดยเฉพาะเนื้อวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวปริมาณสูงสุด มีแนวโน้มเป็นโรคหวัดแพ้อากาศมากเป็น 3 เท่าของผู้ที่ได้รับกรดไขมันดังกล่าวในปริมาณต่ำสุด โชคยังดีที่น้ำมันมะกอกแม้จะมีกรดโอเลอิกอยู่มากแต่ก็ไม่ได้อยู่ในรูปของ ไขมันแปรรูปหรือ ไขมันทรานส์</p>
<p style="text-align: left;"><strong>2. กินน้ำมันปลาหนึ่งเม็ดเป็นอาหารเสริมทุกเช้าหลังแปรงฟัน</strong> การศึกษาผู้ที่เป็นโรคหอบหืดชนิดเกิดจากภูมิแพ้ พบว่าผู้ที่กินน้ำมันปลาเป็นประจำทุกวันนาน 1 เดือนจะมีระดับลูไคไทรอีนส์ซึ่งเป็นสารเคมีที่ก่อเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ลดลง</p>
<p style="text-align: left;"><strong>3. เปิดเครื่องปรับอากาศ</strong> เพราะ ไม่เพียงช่วยขจัดความชื้อซึ่งอาจก่อเชื้อรา แต่ยังกรองสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้ามาในบ้าน หมั่นทำความสะอาดหรือเปลี่ยนที่กรองบ่อยๆ มิฉะนั้นอาจกลับทำให้แย่ลงได้</p>
<p style="text-align: left;"><strong>4. กินกีวี1 ผลทุกเช้า </strong>วิตามินซีในผลกีวีเป็นสรต้านฮิสตามีนตามธรรมชาติ การศึกษาบางชิ้นพบว่าการมีระดับวิตามินซีต่ำมักทำให้เกิดภูมิแพ้ จึงควรกินวิตามันซีเสริมทันทีเมื่อมีอาการกำเริบ เราอาจเลือกผลไม้อื่นที่มีวิตามินซีสูงเช่น มะขามป้อม</p>
<p style="text-align: left;"><strong>5. ทำความสะอาดเครื่องเรือนและพรมด้วยเครื่องดูดฝุ่นไอน้ำ</strong> เติมสารละลายไดโซเดียมออกตาบอเรตเตตร้าไฮเดรต หรือ ดีโอที ซึ่งได้จากธาตุโบรอนลงในน้ำด้วย วารสารAllergy ฉบับปี 2547 ตีพิมพ์ผลการศึกษาหนึ่งว่า สารดีโอทีช่วยลดปริมาณตัวไรฝุ่นและลดสารภูมิแพ้จากไรฝุ่นลงในระดับที่ปลอด ปฏิกิริยาต่อร่างกายได้นาน 6 เดือน</p>
<p style="text-align: left;"><strong>6. กินเคอร์ซิทินขนาด 250 มก. วันละ 3 เม็ด </strong> สารเสริมที่สกัดจากธรรมชาติชนิดนี้นับเป็นฟลาโวนอยด์ หรือสารจากพืชที่มีสรรพคุณต้านการอักเสบ เป็นยาแก้โรคภูมิแพ้จากสารธรรมชาติที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย</p>
<p style="text-align: left;"><strong>7. หมั่นทำความสะอาดรางน้ำไม่ให้อุดตัน</strong> เพราะจะเป็นที่เติบโตของเชื้อราซึ่งเป็นตัวทำให้อาการภูมิแพ้กำเริบหนักขึ้น</p>
<p style="text-align: left;"><strong>8. เปิดพัดลมดูดอากาศขณะอาบน้ำหรือเปิดหน้าต่าง</strong>ให้มีอากาศถ่ายเทอยู่เสมอ หลังการอาบน้ำ หมั่นดูแลห้องน้ำให้แห้งเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อรามีโอกาศเจริญเติบโต</p>
<p style="text-align: left;"><strong>9. ใช้น้ำร้อนล้างม่านกันส่วนอาบน้ำ </strong>และนำออกซักด้วยน้ำยาฟอกขาวทุกเดือน รวมถึงถอดฝักบัวอาบน้ำออกทำความสะอาดทุก 2-3 เดือน</p>
<p style="text-align: left;"><strong>10. เปิดหน้าต่างรับแสงแดดในฤดูหนาว</strong> แสงแดดธรรมชาติช่วยขับไล่ความชื้น ทำให้อากาศแห้ง ไม่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อรา</p>
<p style="text-align: left;"><strong>11. ซักเครื่องนอนในน้ำร้อนทุกสัปดาห์</strong> นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดไรฝุ่นตัวจิ๋วที่น่ารำคาญ ซึ่งพิสมัยเตียงนอนของคุณมากกว่าเจ้าของเตียงเสียอีก</p>
<p style="text-align: left;"><strong>12. ตามไปดูที่ปลายช่องระบายอากาศของเครื่องอบผ้า </strong>ให้ แน่ใจว่ามันยื่นออกไปนอกบ้าน ในกระบวนการอบผ้าหลังการซักทุกครั้งจะมีความชื้นราว 20 ปอนด์เล็ดลอดออกไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง ควรตามท่อไปดูว่าเชื้อราได้ก่อตัวอยู่ตรงบริเวณช่องระบายอากาศนั้นหรือไม่</p>
<p style="text-align: left;"><strong>13. ทำความสะอาดถาดรองน้ำใต้ตู้เย็นด้วยสารฟอกขาว</strong>แล้วโรยเกลือ การเติมเกลือลงไปช่วยลดอัตราการเจริญเติบโตของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ</p>
<p style="text-align: left;"><strong>14. รดน้ำไม้กระถางแต่พอประมาณ </strong>อย่าลืมโรยก้อนกรวดบนหน้าดินในกระถางทุกใบเพื่อป้องกันไม่ให้สปอร์เชื้อราลอยฟุ้งขึ้นไปในอากาศ</p>
<p style="text-align: left;"><strong>15. ใช้เวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์จัดเก็บบ้านให้สะอาด </strong>โละ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่คุณไม่เคยใช้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาทิ้งไป ย้ายอุปกรณ์กีฬาให้เข้าที่เข้าทาง ทำความสะอาดรองเท้าทุกคู่ เก็บใส่ถุงแขวนให้เป็นระเบียบ เมื่อทำเสร็จคุณจะมองเห็นพื้นตู้และฝาหลังตู้ได้อีกครั้ง ที่นี้ดูดฝุ่นทุกสิ่งทุกอย่างให้สะอาด ปริมาณฝุ่นในบ้านจะลดลงมากทีเดียว</p>
<p style="text-align: left;"><strong>16. ปิดประตูห้องนอนไม่ให้สุนัขและแมวเข้ามาได้</strong> วิธีนี้ช่วยลดรังแคหรือสะเก็ดผิวหนังแมวและสุนัขที่หลายคนมีอาการแพ้ได้ดี</p>
<p style="text-align: left;"><strong>17. เลือกพรมเช็ดเท้าชนิดที่ทำจากสารสังเคราะห์</strong> พรมเช็ดเท้าที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ(พวกเครื่องจักรสาน) อาจเปื่อยหรือผุจนกลายเป็นแหล่งอาหารของเห็บหมัด หรือเชื้อรา จนกระทั่งมันมาสถิตย์อยู่ในบ้าน จึงควรซักล้างพรมเช็ดเท้าทุกอาทิตย์ฃ</p>
<p style="text-align: left;"><strong>18. ทำความสะอาดเศษแมลวที่ค้างอยู่ที่ระเบียงหรือซุ้มประตูทางเข้าบ้า</strong>น เมื่อเศษแมลงย่อยสลาย มันจะกลายเป็นแหล่งสารก่อภูมิแพ้เลยทีเดียว</p>
<p style="text-align: left;"><strong>19. ทำชั้นวางรองเท้าไว้หน้าบ้าน</strong> และถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน เพื่อลดปริมาณฝุ่น เชื้อราและสารก่อภูมิแพ้อื่นๆที่อาจติดเข้ามา</p>
<p style="text-align: left;"><strong>20. อ่านฉลากให้ดี หลีกเลี่ยงอาหารที่ใส่สารเติมแต่งชนิดโมโนโซเดียมเบนโซเอต</strong> มีกรณีศึกษาของอิตาลีพบว่าสารชนิดนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการคล้ายอาการ ภูมิแพ้ เช่น น้ำมูกไหล จาม แน่นจมูก ในกลุ่มผู้ที่ได้ได้เป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน นอกจากนี้ยังมักพบสารกันบูดในน้ำส้มคั้น ใส้ขนมพาย อาหารดอง มะกอก และน้ำสลัดอีกด้วย</p>
<p style="text-align: left;"><strong>จบไปแล้วนะครับการปัญหาของโรคภูมิแพ้ พบกันใหม่คราวหน้านะครับขอบคุณข้อมูลที่ดีจาก</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong> </strong>1.คลังปัญญา 2.โรงพยาบาลมิชชั่น 3.<a href="http://www.changsunha.com/index.php/myworld/kindtide/"target="_parent"title="นํ้าขึ้น นํ้าลง" >นํ้า</a>ใสดอทคอม 4.perfectly-healthดอทคอม ขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ครับ</p>
<h4>ค้นพบบทความนี้จากคำว่า:</h4><ul><li><a href="http://www.changsunha.com/health/allergy/" title="โรคภูมิแพ้">โรคภูมิแพ้</a></li><li><a href="http://www.changsunha.com/health/allergy/" title=""></a></li><li><a href="http://www.changsunha.com/health/allergy/" title="ภูมิแพ้เกิดจาก">ภูมิแพ้เกิดจาก</a></li><li><a href="http://www.changsunha.com/health/allergy/" title="ภูมิแพ้เกิดจากอะไร">ภูมิแพ้เกิดจากอะไร</a></li><li><a href="http://www.changsunha.com/health/allergy/" title="ภูมิแพ้ เกิดจาก">ภูมิแพ้ เกิดจาก</a></li><li><a href="http://www.changsunha.com/health/allergy/" title="โรคภูมิแพ้เกิดจาก">โรคภูมิแพ้เกิดจาก</a></li><li><a href="http://www.changsunha.com/health/allergy/" title="โรคภูมิแพ้เกิดจากอะไร">โรคภูมิแพ้เกิดจากอะไร</a></li><li><a href="http://www.changsunha.com/health/allergy/" title="โรคภูมิแพ้ คือ">โรคภูมิแพ้ คือ</a></li><li><a href="http://www.changsunha.com/health/allergy/" title="โรคภูมิแพ้คืออะไร">โรคภูมิแพ้คืออะไร</a></li><li><a href="http://www.changsunha.com/health/allergy/" title="โรคภูมิแพ้เกิดจากสาเหตุอะไร">โรคภูมิแพ้เกิดจากสาเหตุอะไร</a></li></ul><img src="http://www.changsunha.com/?ak_action=api_record_view&id=478&type=feed" alt="" />
	Tags: <a href="http://www.changsunha.com/tag/allergy/" title="Allergy" rel="tag">Allergy</a>, <a href="http://www.changsunha.com/tag/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%89/" title="รักษาโรคภูมิแพ้" rel="tag">รักษาโรคภูมิแพ้</a>, <a href="http://www.changsunha.com/tag/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%89/" title="โรคภูมิแพ้" rel="tag">โรคภูมิแพ้</a>, <a href="http://www.changsunha.com/tag/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81/" title="โรคภูมิแพ้เกิดจาก" rel="tag">โรคภูมิแพ้เกิดจาก</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.changsunha.com/health/allergy/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>15</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

