การระเบิดยิ่งใหญ่บิกแบง (Big Bang) กับหลุมดำ(ฺBlack Hole)คืออะไร
สวัสดีทุกๆคนนะครับ มาพบกับเรื่องยิ่งใหญ่แห่งโลกนั่นคือเรื่อง
ประวัติศาสตร์ทฤษฎีการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่บิกแบง นั่นเองครับ
บิกแบง (อังกฤษ: Big Bang หมายถึง การระเบิดครั้งใหญ่) คือ แบบจำลองของเอกภพในวิชาจักรวาลวิทยาซึ่ง ได้รับการสนับสนุนจากการสังเกตการณ์ที่แตกต่างกันจำนวนมาก นักวิทยาศาสตร์โดยทั่วไปใช้คำนี้สำหรับกล่าวถึงแนวคิดการขยายตัวของเอกภพ หลังจากสภาวะแรกเริ่มที่ทั้งร้อนและหนาแน่นอย่างมากในช่วงเวลาจำกัดระยะ หนึ่งในอดีต และยังมีการขยายตัวอยู่จนถึงในปัจจุบัน
จอร์จ เลอแมตร์ (Georges Lematre) เป็นผู้เสนอแนวคิดการกำเนิดของเอกภพ ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ ทฤษฎีบิกแบง ในเบื้องแรกเขาเรียกทฤษฎีนี้ว่า hypothesis of the primeval atom
อเล็ก ซานเดอร์ ฟรีดแมน ทำการคำนวณแบบจำลองโดยมีกรอบการพิจารณาอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่ว ไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ต่อมาในปี ค. ศ. 1929 เอ็ดวิน ฮับเบิลค้นพบว่า ระยะห่างของดาราจักรมีสัดส่วนที่เปลี่ยนแปลงสัมพันธ์กับการเคลื่อนไปทางแดง (redshift) การสังเกตการณ์นี้บ่งชี้ว่า
นายเอ็ดวิน ฮับเบิลได้บ่งชี้ถึงเรื่องที่เกี่ยวกับ การเคลื่อนที่ไปทางแดงว่า
” ดาราจักรและกระจุกดาวอันห่างไกลกำลังเคลื่อนที่ออกจากจุดสังเกต ซึ่งหมายความว่าเอกภพกำลังขยายตัว ยิ่งตำแหน่งดาราจักรไกลยิ่งขึ้น ความเร็วปรากฏก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น หากเอกภพในปัจจุบันกำลังขยายตัว แสดงว่าก่อนหน้านี้ เอกภพย่อมมีขนาดเล็กกว่า หนาแน่นกว่า และร้อนกว่าที่เป็นอยู่ ”
และแล้วแนวคิดของเอ็ดวินก็ถูกพิจารณาอย่างละเอียด
แนว คิดนี้มีการพิจารณาอย่างละเอียดย้อนไปจนถึงระดับความหนาแน่นและอุณหภูมิที่ จุดสูงสุด และผลสรุปที่ได้ก็สอดคล้องอย่างยิ่งกับผลจากการสังเกตการณ์
ระหว่างทางที่ได้ทำการพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วน ก็พบกับสิ่งที่เป็นไปได้ยากทำให้ขัดกับทฤษฎีก่อน
ทว่า การเพิ่มของอัตราเร่งมีข้อจำกัดในการตรวจสอบสภาวะพลังงานที่สูงขนาดนั้น หากไม่มีข้อมูลอื่นที่ช่วยยืนยันสภาวะเริ่มต้นชั่วขณะก่อนการระเบิด ลำพัง ทฤษฎีบิกแบงก็ยังไม่สามารถใช้อธิบายสภาวะเริ่มต้นเท่านั้น

ประวัติและที่มาของคำว่าบิกแบง
เดิมทีเจ้าคำว่า “บิกแบง” เป็นคำล้อเลียนที่เกิดจากนักดาราศาสตร์ชื่อ เฟรด ฮอยล์ จากการออกอากาศทางวิทยุครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1949 ซึ่งเขาดูหมิ่นและตั้งใจจะทำลายความน่าเชื่อถือของทฤษฎีที่เขาเห็นว่าไม่มี ทางเป็นจริง
และ ก็ ในเวลาต่อมา ฮอยล์ผู้ที่ถูกล้อเลียน ได้ ช่วยศึกษาผลกระทบของนิวเคลียร์ในการก่อเกิดธาตุมวลหนักที่ได้จากธาตุซึ่งมี มวลน้อยกว่า อย่างไรก็ดี การค้นพบรังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาลในปี ค.ศ. 1964 ยิ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์
“ส่วนใหญ่ไม่สามารถปฏิเสธทฤษฎีบิกแบงได้”
ประวัติของบิกแบง
ทฤษฎี บิกแบงพัฒนาขึ้นมาจากการสังเกตการณ์โครงสร้างเอกภพร่วมกับการพิจารณาทฤษฎี ต่างๆ ที่เป็นไปได้ ในปี ค. ศ. 1912 เวสโต สลิเฟอร์ วัดค่าการเคลื่อนของดอปเปลอร์ครั้งแรกของ “เนบิวลาชนิดก้นหอย” (เป็นชื่อเก่าที่เคยใช้เรียกดาราจักรชนิดก้นหอย) และต่อมาก็ค้นพบว่า เนบิวลาแทบทั้งหมดกำลังเคลื่อนที่ออกห่างจากโลก เขา มิได้สรุปแนวคิดทางจักรวาลวิทยาจากข้อเท็จจริงนี้ อันที่จริงในช่วงยุคนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่มากว่า เนบิวลาเหล่านี้เป็น “เอกภพเกาะ” ที่อยู่ภายนอกดาราจักรทางช้างเผือกหรือไม่
และแล้ว สิบปีต่อมา
อเล็ก ซานเดอร์ ฟรีดแมน นักจักรวาลวิทยาและนักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซียได้พัฒนาสมการฟรีดแมนขึ้นจาก ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ แสดงให้เห็นว่าเอกภพกำลังขยายตัวอยู่ ซึ่งขัดแย้งกับแบบจำลองเอกภพสถิตที่ไอน์สไตน์สนับสนุนอยู่ ปี ค.ศ. 1924 เอ็ด วิน ฮับเบิล ตรวจวัดระยะห่างของเนบิวลาชนิดก้นหอยที่ใกล้ที่สุด ผลการตรวจแสดงให้เห็นว่า ระบบดาวเหล่านั้นที่แท้เป็นดาราจักรอื่น เมื่อถึงปี ค.ศ. 1927 จอร์จ เลอแมตร์ พระคาทอลิกนักฟิสิกส์ชาวเบลเยียม ทำการพัฒนาสมการของฟรีดแมนโดยอิสระ ผลที่ได้ทำให้คาดการณ์ได้ว่าการถอยห่างของเนบิวลาเป็นผลเนื่องจากการขยายตัว ของเอกภพ
ค.ศ. 1931 เลอแมตร์พัฒนางานของเขาคืบหน้าไปอีก และเสนอแนวคิดว่า การ ที่เอกภพมีการขยายตัวเมื่อเวลาเดินล่วงหน้าไป จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อเอกภพมีการหดตัวลงเมื่อเวลาเดินย้อนกลับ และจะเป็นเช่นนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าเอกภพจะหดตัวไม่ได้อีกต่อไป ทำให้มวลทั้งหมดของเอกภพอัดแน่นเป็นจุดๆ หนึ่ง คือ “อะตอมแรกเริ่ม” ณ จุดใดจุดหนึ่งของกาลเวลาก่อนที่เวลาและอวกาศจะถือกำเนิดขึ้น ณ จุดนั้นยังไม่มีโครงสร้างของเวลาและอวกาศใดๆ ทฤษฎีนี้สะท้อนความเชื่อเก่าแก่ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับไข่คอสมิก
(cosmic egg) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเอกภพ
ทาง ด้านของฮับเบิลก็พยายามพัฒนาตัวชี้วัดระยะทางหลายรูปแบบนับแต่ ค.ศ. 1924 ซึ่งเป็นการเบิกทางของ cosmic distance ladder เขาใช้กล้องโทรทรรศน์ฮุกเกอร์ ขนาด 100 นิ้ว (2,500 มม.) ที่หอดูดาวเมาท์วิลสัน ทำให้สามารถประเมินระยะห่างระหว่างดาราจักรได้จากผลการตรวจวัดการเคลื่อนไป ทางแดง ซึ่งมีการวัดค่าไว้ก่อนหน้านี้แล้วโดยสลิเฟอร์ ฮับเบิลค้นพบความเกี่ยวพันระหว่างระยะทางกับความเร็วในการเคลื่อนถอยในปี ค.ศ. 1929 ปัจจุบันความสัมพันธ์ข้อนี้เป็นที่ รู้จักในชื่อ กฎของฮับเบิล งานของเลอแมตร์สนับสนุนผลงานชิ้นนี้ และเขาได้สร้างหลักการพื้นฐานจักรวาลวิทยาขึ้น
ภาพวาดดาวเทียม WMAP กำลังรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ทำความเข้าใจกับบิกแบง
ตลอด คริสต์ทศวรรษ 1930 มีทฤษฎีและแนวคิดต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเพื่อพยายามอธิบายผลสังเกตการณ์ของฮับเบิล รวมถึงแบบจำลองของมิลเน (MilneModel) ทฤษฎีการแกว่งตัวของเอกภพ (เสนอโดยฟรีดแมน และได้รับการสนับสนุนจากไอน์สไตน์กับริชาร์ด โทลแมน) และข้อสมมุติฐาน tired light ของฟริตซ์ชวิกกี
หลัง จากสงครามโลกครั้งที่สอง มีแนวคิดที่เป็นไปได้แตกต่างกันอยู่สองแนวทาง ทางหนึ่งเป็นแนวคิดเรื่องแบบจำลองสภาวะสมมูลของเฟรด ฮอยล์ ซึ่งเห็นว่าจะมีสสารใหม่เกิดขึ้นระหว่างที่เอกภพขยายตัว แนวคิดนี้เอกภาพจะมีสภาวะแทบจะคงที่ ณ จุดใดๆ ของเวลา อีกแนวคิดหนึ่งเป็นทฤษฎีบิกแบงของเลอแมตร์ ซึ่งได้พัฒนาต่อมาโดยจอร์จ กาโมว์ ผู้เสนอทฤษฎีบิกแบงนิวคลีโอซินทีสิส และเป็นผู้ร่วมทีมกับราล์ฟ อัลเฟอร์ และโรเบิร์ต เฮอร์มัน ในการทำนายปรากฏการณ์ของการแผ่รังสี ไมโครเวฟพื้นหลังแต่จะว่าไปแล้ว ฮอยล์นั่นเองที่เป็นผู้นำวลีมาโยงกับทฤษฎีของเลอแมตร์ โดยเรียกทฤษฎีนี้ว่า “เจ้าแนวคิดแบบบิกแบงนี่”
ระหว่าง การออกอากาศทางสถานีวิทยุบีบีซีเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 1949 นักวิทยาศาสตร์ต่างแบ่งออกเป็นสองพวกสนับสนุนทฤษฎีทั้งสองทางนี้ ในเวลาต่อมาแนวคิดหลังเริ่มเป็นที่นิยมมากกว่า การค้นพบไมโครเวฟพื้นหลังในปี ค.ศ. 1964 ช่วยยืนยันว่าจุดกำเนิดและพัฒนาการของจักรวาลสอดคล้องกับแนวคิดแบบทฤษฎีบิ กแบงมากกว่า
การศึกษาจักรวาลวิทยาตามแนวคิดบิกแบงมีการก้าวกระโดดครั้ง ใหญ่ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1990 เนื่อง มาจากความก้าวหน้าอย่างมากของเทคโนโลยีกล้องโทรทรรศน์ ตลอดจนผลการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากจากดาวเทียมต่างๆ เช่น จาก COBEจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล และจาก WMAPปัจจุบันการศึกษาจักรวาลวิทยามีข้อมูลและเครื่องมือวัดที่แม่นยำมากมาย ที่ช่วยตรวจสอบปัจจัยต่างๆ ของแบบจำลองบิกแบง ทำให้เกิดการค้นพบอันไม่คาดฝันว่า เอกภพดูเหมือนจะกำลังขยายตัวอยู่ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น
อนาคตของเอกภพตามทฤษฎีบิกแบง
ก่อนจะสังเกตพบพลังงานมืด นัก จักรวาลวิทยาคาดการณ์สภาวะอนาคตของเอกภพที่เป็นไปได้อยู่ 2 แบบ ถ้าความหนาแน่นมวลของเอกภพมีค่ามากกว่าความหนาแน่นวิกฤต เอกภพ จะถึงจุดที่มีขนาดสูงสุดและเริ่มแตกสลาย จากนั้นจะเริ่มหนาแน่นขึ้นและร้อนขึ้นอีก และจบลงด้วยสภาวะที่ใกล้เคียงกับสภาวะเริ่มต้น เรียกว่า “บิกครันช์” (Big Crunch) หรืออีกแบบหนึ่ง ถ้าความหนาแน่นของเอกภพเท่ากับหรือต่ำกว่าความหนาแน่นวิกฤต การขยายตัวจะช้าลง แต่ไม่ได้หยุด ไม่มีการก่อตัวของดาวฤกษ์ใหม่อีกเพราะแก๊สระหว่างดวงดาวถูกใช้ไปจนหมดแล้ว ดาวฤกษ์จะเผาผลาญตัวเองจนเหลือแต่ดาวแคระขาว ดาวนิวตรอน และหลุมดำ การ ปะทะระหว่างวัตถุเหล่านี้จะค่อยๆ ทำให้มวลรวมตัวกันเป็นหลุมดำที่ใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยของเอกภพจะลดลงเรื่อยๆ จนเข้าใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์ เป็นสภาวะ “บิกฟรีซ” (Big Freeze) ยิ่งกว่านั้น หาก โปรตอนไม่เสถียร สสารแบริออนจะหายไป เหลือแต่รังสีและหลุมดำ ผลต่อเนื่องคือหลุมดำจะระเหยไปด้วยการเปล่งรังสีฮอว์กิง เอนโทรปีของเอกภพจะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดที่ไม่มีพลังงานรูปแบบใดสามารถแยกตัว ออกมาได้ สภาวการณ์นี้เรียกว่า “ฮีทเดธ” (Heat Death)การสังเกต การณ์การขยายตัวด้วยอัตราเร่งในยุคใหม่ทำให้ทราบว่าเอกภพที่เรามองเห็นใน ปัจจุบันจะผ่านพ้นขอบฟ้าเหตุการณ์ของเราไปเรื่อยๆ โดยไม่สามารถติดต่อกับเราได้ ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรไม่อาจรู้ แบบจำลอง ?CDM ของเอกภพพิจารณาพลังงานมืดในฐานะหนึ่งของค่าคงที่จักรวาล ทฤษฎีนี้ชี้ว่ามีเพียงระบบที่ยึดเหนี่ยวกันไว้ด้วยแรงโน้มถ่วง เช่นระบบดาราจักรต่างๆ จึงจะสามารถดำรงอยู่ด้วยกันได้ แต่ สุดท้ายระบบเหล่านั้นก็มุ่งไปสู่สภาวะฮีทเดธเช่นเดียวกันเมื่อเอกภพขยายตัว และเย็นลงจนถึงที่สุด ทฤษฎีอื่นเกี่ยวกับพลังงานมืดที่เรียกว่า ทฤษฎีพลังงานซ่อนเร้น (phantom energy theories) ชี้ว่ากระจุกดาราจักร ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ อะตอม นิวเคลียส และสสารทั้งมวลสุดท้ายจะถูกฉีกออกจากกันเมื่อการขยายตัวของเอกภพไปถึงที่สุด เรียกว่าสภาวะ “บิกริพ” (Big Rip)
จบแล้วครับเรื่อง ประวัติศาสตร์ทฤษฎีการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่”บิกแบง”กับเรื่องเร้นลับ “หลุมดำ” ขอบคุณเนื้อหาจากวิกิ
คะแนนความนิยม: 17%
ค้นพบบทความนี้จากคำว่า:
- ทฤษฎีบิกแบง
- บิ๊กแบง คือ
- การเกิดบิกแบง
- ทฤษฎีบิ๊กแบง
- บิ๊กแบงคืออะไร
- การเกิดบิ๊กแบง
- บิ๊กแบง คืออะไร
- การระเบิดบิกแบง
- การระเบิดของบิ๊กแบง
- ทฤษฎีบิกครันซ์
ข้อสำคัญ: อ้างอิงที่มา โดยการคัดลอกข้อความใส่ในบรรณานุกรมของรายงาน
ช่างสรรหาดอทคอม. 2009. การระเบิดยิ่งใหญ่บิกแบง (Big Bang) กับหลุมดำ(ฺBlack Hole)คืออะไร. (ออนไลน์). แหล่งที่มา :
http://www.changsunha.com/science/bigbang/.
สุ่มสารานุกรม ความรู้ขึ้นมาแสดง
- โรคอารมณ์แปรปรวณ (Bipolar disorders) โรคซึมเศร้าและดีใจ โรคอารมณ์ปรวนแปร
- อะไรคือแรงโน้มถ่วง กับ การดึงดูดของโลก สูตรคำนวนแรงโน้มถ่วง
- ปีแสง (Year Light) ปีแสงมีค่าเท่าไร ความเร็วของแสง
- นํ้าขึ้น (High Tide) นํ้าลง (Ebb Tide) และ นํ้าเกิด (Spring tide) นํ้าตาย (Neap tide)
- ระบบนิเวศ (Ecosystem) คืออะไร กลุ่มสิ่งมีชีวิต โลกของสิ่งมีชีวิต
บทความต่อไปนี้ เป็นบทความที่เขียนขึ้นมาจากความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของข้าพเจ้า มิได้ต้องการจะขัดแย้ง หรือ คัดค้านสิ่งใด หากแต่ต้องการนำเสนอ (Show my power) ความนึกคิดที่แปลกออกไปจากสิ่งที่มีอยู่ในกาลปัจจุบัน (อนาคตกาลคงเกิดขึ้นแล้ว ณ ขณะนี้) อาจมีเนื้อหาที่พิสดาร สะเทือนใจ ไม่ใส่ใจความเชื่อเดิม กระทบจิตใจความรู้สึกของผู้ได้พบได้อ่านทุกท่าน หากท่านผู้อ่าน จะว่ากล่าว ตักเตือน ติชม ด่าว่า หรือต้องการจะฉีกบทความนี้แล้วขยำย่ำยีให้ป่นปี้ยี่ยับ พับตลบ ตบสักสามที ให้มีน้ำเลือดไหลออกมา น้ำตาคลอ รอจะไหลลงพื้นพสุธา หรือกล่าวหาข้าพเจ้าว่าบ้าหรือเปล่า ก็เชิญได้ตามแต่ใจทุกท่านปรารถนา
คำเตือน : โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
———————————————————————————————————————-
บิ๊กแบง (Big Bang Theory) ที่คุณหลงใหลถูกต้องแล้วหรือ!
เอกภพ (Universe) นั้น กว้างใหญ่ไพศาลนัก (สำหรับผู้ที่ไม่คิดจะออกจากมันไป) ไม่มีเขตขันธสีมาหาที่สิ้นสุดไม่ได้ (เขาว่ากันแบบนั้น) ประกอบด้วยกาแลกซีแสนล้านกาแลกซี และแน่นอนมีผม และพวกเราๆคุณๆ ทั้งหลายรวมอยู่ด้วย ได้พลันอุบัติขึ้นจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงเรียงนามว่า บิ๊กแบง ซะเมื่อไหร่!
ทฤษฎีบิ๊กแบง กล่าวว่า จักรวาล หรือทั้งหมดทั้งมวล ได้เกิดขึ้นพร้อมๆกัน ในคราเดียวกันหลังจากเกิดการระเบิดขึ้นเมื่อ 13700 ล้านปี ที่แล้ว โดยคุณพี่นักวิทยาศาสตร์บอกว่า จักรวาลจะขยายตัวออก หรือพองตัว เนื่องจากการระเบิด โดยจะขยายตัวไปเรื่อยๆด้วยอัตราการขยายตัวเท่ากับความเร็วแสง (300000 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง) จนถึงขณะหนึ่ง จักรวาลจะเสียสมดุล ทำให้เกิดการยุบตัวเข้ารวมกัน เรียกว่า บิ๊กครั้นช์ (Big crunch) จนเกิดแรงมหาศาล แล้วระเบิด อีกครั้ง ที่เรียกว่า บิ๊กแบง (Big Bang) เกิดขึ้นแบบนี้ เกิดดับแบบนี้อยู่เรื่อยไป เอาง่ายๆเลยคือว่า จักรวาลเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการระเบิดครั้งใหญ่ที่เดียวทั่วทั้งหมด (กำปั้นทุบดินว่ะ)
ความจริงแล้วการเกิดดับของจักรวาลนั้น (อันนี้ของผมนะครับ) ไม่ใช่เกิดดับแบบที่คุณพี่เขาบอกกัน แล้วเราก็เชื่อกันจนไม่ทันคิดหัวจมน้ำอยู่ไม่โผล่ซักที การเกิดดับของจักรวาลนั้นเป็นไปในรูปแบบที่ว่า มีบางจักรวาลเกิดพร้อมๆกับบางจักรวาลที่กำลังพังทลายลง อ๋อ ! ผมลืมบอกไปว่า ที่ที่ผม และพวกเราๆคุณๆ อาศัยอยู่ นอนหลับฝันดีฝันร้าย บอกรักบอกเลิกกันนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่ง หรือ จักรวาลหนึ่ง (Universe) จาก อนันตจักรวาล (Multiverse)
รูปที่ 1 แสดงจักรวาลที่เป็นอนันตจักรวาล (multiverse)
โดย 1 หน่วยจักรวาลที่ดำรงอยู่นั้น จะประกอบด้วย 3 จักรวาล วางอยู่ใกล้กันมีลักษณะคล้ายสามเหลี่ยม (ดังรูปที่ 2) เป็นจักรวาลคู่ขนานกันไป โดยจะมีช่องว่าตรงกลางระหว่างสามจักรวาลนี้ เรียกว่า ช่องว่างระหว่างจักรวาล หรือ Porosity of Universe
รูปที่ 2 แสดงระบบ 1 หน่วยจักรวาล ที่ประกอบด้วยจักรวาล 3 จักรวาล โดยจะมีช่องว่างอยู่ตรงกลางที่เรียกว่า โลกันตนรก
พระพุทธศาสนา เรียกช่องว่างนี้ว่า โลกันตนรก เป็นนรกขุมพิเศษ เป็นขุมยิ่งใหญ่ แปลกประหลาดกว่าบรรดาขุมนรกทั้งหลายเพราะอยู่ภายนอกจักรวาล สถานที่ตั้งของโลกันตนรกนี้อยู่ระหว่างจักรวาล 3 จักรวาล ถ้าจะเปรียบให้เห็นเป็นมโนภาพก็เหมือนกับเอาฟุตบอลสามลูกมาวางชิดติดกัน ก็จะเกิดมีช่องว่างขึ้น ตรงช่องว่างเว้นอยู่ในระหว่าง 3 จักรวาลนั้นเอง เป็นสถานที่ตั้งแห่งนรกขุมพิเศษนี้ มาเข้าเรื่องกันต่อ จักรวาลนั้นมีการเคลื่อนที่และขยายตัวออกเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ตามที่พีเขาบอก เนื่องด้วยการขยายออกนี้ ทำให้ขอบจักรวาลเกิดการชนกัน เกิดการสปาร์ค ถ้าเราตัวใหญ่พอที่ สา-มา-รด ยืนมองการขยายตัวชนกันของขอบจักรวาลได้ เราก็จะเห็นเป็นประกายไฟ คล้ายๆกับเราเอาขั้วไฟฟ้ามาช็อตกัน แล้วก็มีเสียงประมาณนั้นแหละ ถ้าเราตัวใหญ่นะ แต่ความจริงแล้วเราตัวเล็กมาก จึงทำให้การสปาร์คกันของขอบจักรวาลนั้น เป็นเสมือนการระเบิด แล้วก็ได้ปฏิสาร ก่อกำเนิด เป็นจักรวาลใหม่ ไอ้ที่เขาทดลอง LHC ที่ยุโรปมันก็คิดแบบนี้แหละ แต่มันไม่บอกใคร แต่ผมรู้ ด้วยความคิดนี้ จึงพากันสร้างเครื่องเร่งอนุภาคโปรตอนให้มีความเร็วให้ใกล้เคียงแสง แล้วให้ชนกัน ก็เพราะที่ขอบจักรวาลที่กำลังขยายออกด้วยอัตราเท่ากับความเร็วแสงเต็มไปด้วยอนุภาคโปรตอน หรือเอาง่ายๆ โปรตอนก็คือธาตุไฮโดรเจน นี่แหละ ซึ่งมีมากเป็นอันดับหนึ่งในจักรวาล ถ้าถามว่าทำไมมันมากที่สุดล่ะ ก็เพราะว่ามันเกิดง่ายสุดก็คือ อนุภาคโปรตอนอิสระมาเจอกันกับอิเล็กตรอนอิสระ ก็เกิดการเข้าคู่กัน อิเล็กตรอนก็วิ่งรอบโปรตอนกลายเป็นไฮโดรเจนอะตอม (ง่ายป่าว) มาเข้าเรื่องต่อ พอขอบจักรวาลขยายไปชนกันก็เปรียบเสมือนว่าอนุภาคโปรตรอนชนกันด้วยความเร็วแสงแล้วก็เกิดปฏิสารก่อตัวเป็นจักรวาลใหม่ตามที่ผมได้โม้มา ฝรั่งก็เลยพากันสร้าง LHCขึ้นไงล่ะ แต่มันไม่บอกหรอกว่ามันเอาแนวคิดใดมาทำ แต่ผมรู้เองเชื่อป่าว ในอีกแง่หนึ่งการดับของจักรวาลนั้นไม่ได้ หมายความว่าทุกๆจักรวาลต้องพังทลายดับไปหมด โดยการยุบรวมกัน แล้วระเบิดใหม่แบบที่พี่เขาพูด แล้วคุณๆเราๆก็เชื่อกันหัวจมน้ำไม่โผล่อีกตามฟอร์ม แต่ว่าจะมีรูปแบบการเกิดแบบที่ผมได้พรรณนาไว้ แล้วก็มีการพังสลายดับสูญไปโดย ที่ภายในจักรวาลเอง กาแลกซี จะเกาะกลุ่มกันเป็นกลุ่มกาแลกซี และแต่ละกลุ่มกาแลกซีก็จะพันกันอยู่เป็นเกรียวคู่แบบหน่อแนวที่บอกลักษณะเรา หรือเรียกง่ายๆว่าคล้ายๆ DNA ภายในกลุ่มกาแลกซีนั้นจะมีแรงดึงดูดระหว่างมวลซึ่งกัน เมื่อเกิดการเคลื่อนที่เข้าใกล้กันมากๆจะเกิดการชนกันแล้วเกิดการหมุนอัดตัวรวมกัน การดึงดูดแล้วยุบรวมกันของกาแลกซีนั้น อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมดจักรวาล หรือเฉพาะบางกลุ่มกาแลกซี อาจจะแค่สองกาแลกซี หรือกาแลกซีเดียวยังเห็นจะได้ เมื่อกาแลกซีเกิดการชนกัน ดึงดูดกัน
รูปที่ 3 แสดงแบบจำลองจักรวาลที่มีกลุ่มกาแลกซีเกาะพันกันเป็นเกรียวคู่ คล้ายๆ DNA (Universe)
หมุนยุบตัวรวมกัน ก็ทำให้เกิดแรงดันมหาศาลจึงเกิดการระเบิดที่ยิ่งกว่าซุปเปอร์โนวา กระจายออกจากกันเป็นก๊าซ เป็นฝุ่นกระจายเป็นบริเวณกว้าง เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าบริเวณนี้ก็เกิดการเย็นตัว และมืดมิด และก็เกิดแรงดึงระหว่างมวลอีกครั้งเพราะว่า แรงจากการระเบิดลดลงมาก เกาะกลุ่มกันเป็นกลุ่มฝุ่นกลุ่มก๊าซ ในกลุ่มฝุ่นกลุ่มก๊าซก็มีการยุบตัวเป็นดวงดาว ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ไปตามเรื่อง กลายเป็นกาแลกซี่ใหม่ หากการก่อกำเนิดแบบที่ผมกล่าวมาเมื่อกี้ มันมีมากพอพร้อมๆกัน ก็จะทำให้ขอบจักรวาลหดเข้ามาเกิดดึงดูดอัดรวมกันของการแลกซี เป็นรูปแบบที่คล้ายๆกับ ลูกโซ่ เนื่องจากแรงที่บีบเข้ามาของขอบจักรวาล จนทำให้มีการบีบอัดที่เล็กลง ทำให้เกิดแรงอัดอย่างมากแล้วก็เกิดการระเบิดผลักกันออกเป็นก๊าซ เป็นฝุ่น เมื่อเวลาผ่านไปก็เย็นลงกลายเป็นกลุ่มกาแลกซี ดังที่ผมโม้ไว้เมื่อกี้ โดยที่ขอบจักรวาลก็ขยายออกไป และอยู่เป็นจักรวาลคู่ขนานกับอีกสองจักรวาล เป็นหน่วยจักรวาล 3 จักรวาลดังที่ผมได้โม้มา นี่คือการเกิดดับที่แสดงให้เห็นความผิดพลาดของทฤษฎีบิ๊กแบง ที่กล่าวแบบกำปั้นทุบดิน ตุ๊บๆ ว่าทั้งหมดทั้งมวล พลันอุบัติขึ้นจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่เดียวทั่วทั้งหมด
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความกรุณาอ่านความคิดของผม หากสนใจ โปรดติดตามบทความหน้า เร็วๆนี้
21.32 น วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552
Marton’s Law!!!
ชอบ หรือ ไม่ชอบ
5
2
admin สวนกลับว่า:
ตุลาคม 30th, 2009 เมื่อ 3:21 pm
ทางผู้จัดทำเนื้อหาได้นำบทวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมาจากวิกิ ซึ่งเนื้อหาที่ปรากฏมีแหล่งเชื่อถือได้ นะครับ แต่ไม่เป็นเป็นไรมาสเตอร์ใจกว้างครับ มีข้อมูลผิดพลาดสามารถบอกผ่านทางคอมเม้นท์ได้เลย แต่ว่าต้องระบบส่วนที่ผิดด้วยนะครับ ขอบคุณครับ เนื้อหาบิกแบงข้างต้นเป็นข้อความจากบุคคลสาธารณะโปรดใช้วิจารรญาณในการนำไปอ้างอิง และ อธิบายด้วยนะครับ ขอบคุณครับ เว็บมาสเตอร์
Well-loved. Like or Dislike:
5
0
เนื่องจากคอมเม้นท์นี้ยาวกินพื้นที่ ช่างสรรหา. คลิกที่นี่เพื่อดูคอมเม้นท์นี้.
Poorly-rated. Like or Dislike:
0
6
เนื่องจากคอมเม้นท์นี้ยาวกินพื้นที่ ช่างสรรหา. คลิกที่นี่เพื่อดูคอมเม้นท์นี้.
Poorly-rated. Like or Dislike:
0
6
แสดงความคิดเห็น
โปรดทราบว่า: ความคิดเห็นจะถูกตรวจสอบก่อนเผยแพร่ ทางเว็บขอสงวนสิทธิ์ในการลบคอมเม้นท์ที่แนบลิ้งค์ เบอร์โทรศัพท์ รวมถึงการโปรโมททุกรูปแบบ เพื่อป้องกันการทำผิดจุดประสงค์ของเว็บไซต์ ทางเว็บจะขอลบความคิดเห็นท่านโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า
Note: Your comment will send to moderation before approve. Changsunha.com will delete all links have attached e-mail or phone numbers. For protect site policy. We will delete it all.I won't tell to you.



ขอบคุณครับ
กำลังหาอยู่พอดีเลย
Well-loved. Like or Dislike:
4
0
ตอบกลับ