ช้างเอราวัณ บทพากย์เอราวัณ ช้างสามเศียร กาพย์ฉบัง ๑๖
จากที่นานมามากแล้วครับที่ผมได้เขียนเรื่องช้างเอราวัณครับ หรือ ช้างสามาเศียรครับ บางคนบอกว่าพี่ๆครับผมไม่เก็ท ผมก็ผ่าน ม.๓ มาแล้วก็คิดว่าเรื่องนี้เป็นวรรณคดีชิ้นเยี่ยม ๑ ชิ้นที่น่าติดตามมากเลยครับ คือคำถามทั้งหมดที่ทุกคนถามจะหมดไปเมื่อได้อ่านกลอนนี้นะครับ
จากครั้งนู้นนานมากแล้ว เขียนตอนตุลาคมปีที่แล้ว ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์จิตนาการของกวีไทยครับ ที่สามารถให้บริวารกว่า ๑๓,๓๓๑,๖๖๙,๐๓๑ ตัวอาศัยอยู่บนนี้ได้
ขออ้างประวัติสักนิดจากเว็บ yes-iloveyou.com เนื้อหาดีใช้ได้ครับ ว่างๆลองไปหาความรู้ดู เขาบอกว่า …… ยาวมากครับ ผมเอามานะ ขี้เกียจอ่าน ใครสนใจอ่านเองก่อน
ในภาษาสันสกฤต เรียกช้างเอราวัณว่า ไอราวต ไอราวณ ภาษาบาลีเรียก เอราวณ ส่วนในภาษาไทยเรียกว่า ไอราพต ไอราวัต ไอราวัณ และเอราวัณ ชื่อต่าง ๆ ทั้งหมดนี้มีความหมายถึง น้ำ เมฆฝน รุ้ง แปลรวมว่า กลุ่มก้อนเมฆที่มีฟ้าแลบ และทำให้เกิดฝนตก โดยมีความสอดคล้องที่ว่า พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณท่องเที่ยวไปบนสวรรค์แล้วทรงโปรยฝนให้ตกลงมายังโลก

ภาพนี้ สวยมาก เหมาะเป็นภาพในนิยายเรื่องนี้ครับ
ที่มาภาพ: pageantport.com
บาง ตำนานก็ว่า พระอิศวรได้ประทานช้างเอราวัณให้เป็นช้างทรงของพระอินทร์ บ้างก็ว่าช้างเอราวัณนั้นเป็นเทพบุตร อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อพระอินทร์จะเสด็จไปที่ใด เทพบุตรเอราวัณจะแปลงกายเป็นช้างเผือกสีขาว ชื่อว่า เอราวัณ และบ้างก็ว่าช้างที่มาฆมานพใช้ในการสร้างศาลาบนมนุษย์โลกนั้น เมื่อตายไปได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรเอราวัณและคอยเนรมิตกายเป็นช้างทรงของพระ อินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เอราวัณเป็นช้างที่มีรูปร่างสูงใหญ่ เหมือนภูเขา ผิวกายเผือกผ่องเมื่อเทียบกับภูเขาไกลาสซึ่งเป็นภูเขาเงิน ภูเขานั้นจะมีสีหมองคล้ำลง เป็นช้างที่มีพลังมาก เป็นเจ้าแห่งช้างทั้งหลาย ในคัมภีร์มหาภารตะกล่าวว่า
“ช้าง ไอราวตะมีงา ๔ งา มี ๓ งวง รูปร่างใหญ่มหึมา และเป็นช้างเผือก”
ใน ไตรภูมิพระร่วงได้พรรณนาถึงความใหญ่โตโอฬารของช้างเอราวัณไว้อย่างละเอียด ดังนี้คือ
และว่ายังมีเทพยดาองค์ ๑ ชื่อ ไอยราวรรณเทพบุตร ผิแลเมื่อพระอินทร์เจ้าแลมีที่สเด็จไปเล่นแห่งใด ๆ ก็ดี แล ธ จะใคร่ขี่ช้างไปเล่นจึงไอยราวรรณเทพบุตรก็นิมิตรตัวเป็นช้างเผือกตัว ๑ ใหญ่นักโดยสูงได้ ๑,๒๐๐,๐๐๐ วา แลมีหัวได้ ๓๓ หัว ๆ น้อย ๆ อยู่สองหัวอยู่สองข้าง นอกหัวทั้งหลายนั้นแลว่าหัวใหญ่ได้ ๒,๐๐๐ วา แลหัวถัดเข้าไปทั้งสองข้างแลหัวแล ๓,๐๐๐ วา ถัดนั้นเข้าไปแลหัวแล ๔,๐๐๐ วา ถัดนั้นเข้าไปแลหัวแล ๕,๐๐๐ วา ถัดนั้นเข้ากว้างแลหัวแล ๖,๐๐๐ วา เร่งเข้าไปเถิงในก็เริงใหญ่ตัดกันเข้าไปดังกล่าวนี้แล ส่วนหัวอันใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางทั้งหลายชื่อ สุทัศ เป็นพระที่นั่งแห่งพระอินทร์โดยกว้างได้ ๒,๔๐๐,๐๐๐ วาแลฯ เหนือหัวตัวนั้นแลมีแท่นแก้วหนึ่งกว้างได้ ๙๖,๐๐๐ วา แลมีปราสาทกลางแท่นแก้วนั้นมีทั้งสองแก้วฝูงนั้นโดยสูงได้ ๘,๐๐๐ วา ทั้งฝูงนั้นเทียรย่อมแก้ว ๗ สิ่ง แลมีพรวนทองคำห้อยย้อยลงทุกแห่งแกว่งไปมา แลมีเสียงนั้นไพเราะนักหนาดังเสียงพาทย์พิณในเมืองฟ้า ในปราสาทนั้นเทียรย่อมดัดเพดานผ้าทิพย์แลมีแท่นนอนอยู่ในที่นั้นกว้างได้ ๘,๐๐๐ วา แลมีราชอาสน์หนาหมอนใหญ่หมอนน้อย หมอนอิง องค์พระอินทร์นั้นสูงได้ ๖,๐๐๐ วา แลประดับนี้ด้วยแก้วถนิอาภรณ์ทั้งหลายแล ธ นั่งเหนือแท่นแก้วนั้น หัวช้างได้ ๓๓ หัวไส้ พระอินทร์ให้เทพยดาทั้งหลายขี่ ๒๒ หัวนั้น มีบุญเพียงประดุจพระอินทร์ไส้ฯ อันว่าหัวช้างทั้ง ๓๓ หัว แลหัว ๆ มีงา ๗ อันแลงาแต่ละอันยาวได้ ๔๐๐,๐๐๐ วา แลงานนั้นมีสระได้ ๗ สระ ๆ แลสระนั้นมีบัวได้ ๗ กอ ๆ บัวแลกอนั้นมีดอก ๗ ดอก ๆ แลอันนั้นมีกลีบ ๗ กลีบ ๆ แลอัน ๆ มีนางฟ้ายืนรำระบำบรรพต แล ๗ คน แลนางแลคน ๆ นั้นมาสาวใช้ได้ ๗ คนโสด…
มึนมึน บอกตรงๆครับ ข้างบนผมไม่อ่าน อ่านด้านล่าง เขาสรุปให้แล้ว
กล่าวโดยสรุป ช้างเอราวัณเป็นช้างที่มีขนาดใหญ่มาก ผิวกายสีขาว มีหัว ๓๓ หัว แต่ละหัวมีงาเจ็ดงา แต่ละอันยาวสี่ล้านวา แต่ละงามีสระโบกขรณีเจ็ดสระ
แต่ละสระมีกอบัวเจ็ดกอ
แต่ละกอมีดอกบัว เจ็ดดอก
แต่ละดอกมีกลีบเจ็ดกลีบ
แต่ละกลีบมีเทพธิดาฟ้อนรำอยู่เจ็ด องค์
แต่ละองค์มีบริวารอีกเจ็ดนาง
รวมได้ว่า ช้างเอราวัณมี ๓๓ หัว มีงา ๒๓๑ งา มีสระบัว ๑,๖๑๗ สระ มีกอบัว ๑๑,๓๑๙ กอ มีดอกบัว ๗๙,๒๓๓ ดอก กลีบบัว ๕๕๔,๖๓๑ กลีบ เทพธิดา ๓,๘๘๒,๔๑๗ องค์ และบริวารของเทพธิดาอีก ๒๗,๑๗๖,๙๑๙ นาง ใหญ่มากครับพี่น้อง
จำนวนประชาการนางฟ้าและบริวาร (รวมทั้งนางทาสีด้วย) บนเศียรช้างเอราวัณของคุณกาสะลองบานแล้ว คำนวณแล้วมีถึง ๗๕,๙๐๕,๑๓๔,๗๖๗ นาง แต่ยังไม่ถึงอสงไขยหรอก เพียงแค่หลักเจ็ดพันโกฏิกลาง ๆ เท่านั้นเอง แต่ประชากรสมัยเริ่มแรกบนเศียรช้างเอราวัณ (ก่อนที่จะมีการสร้างปราสาทไว้บนเกสรบัว) มีเพียง ๓๑,๐๕๙,๓๓๖ นาง คือประมาณ ๓๑ ล้านนาง หรือ ๓ โกฏิต้น ๆ เท่านั้นเอง
บทบาทและ หน้าที่อันสำคัญยิ่งของช้างเอราวัณ คือ เป็นพาหนะที่นำเสด็จพระอินทร์ไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งบนสวรรค์และมนุษย์โลก เพื่อดูแลทุกข์สุขของชาวโลก เป็นช้างศึกให้พระอินทร์ออกไปทำการรบกับพวกอสูร ทำหน้าที่ดูแลโลกทางด้านตะวันออกควบคู่กับพระอินทร์ และเนื่องจากพระอินทร์ทรงเป็นหัวหน้าเทพที่กำกับดูแลดินฟ้าอากาศ มีวัชระสายฟ้าเป็นอาวุธ เป็นศัตรูกับความแห้งแล้ง นำความอุดมสมบูร์และความชุ่มฉ่ำสู่โลกมนุษย์ ช้างเอราวัณจึงมีหน้าที่ดูดน้ำจากโลกขึ้นไปบนสวรรค์ ให้พระอินทร์บันดาลให้เกิดน้ำจากฟ้าตกลงสู่โลกมนุษย์ โดยเฉพาะประเทศทางเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงประทับใจและชื่นชมในตัวช้างเอราวัณที่ทำประโยชน์ให้แก่ชาวโลก
ช้าง เอราวัณถือว่าเป็นเจ้าแห่งช้างทั้งปวงในสากลจักรวาล เป็นพาหนะคู่พระทัยของพระอินทร์ ด้วยเหตุนี้ช้างเอราวัณจึงเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของพระอินทร์ สัญลักษณ์ของการกระทำดี และสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ในงานศิลปกรรมต่าง ๆ จึงนิยมทำรูปช้างเอราวัณควบคู่ไปกับพระอินทร์ หรือบางทีก็ทำแต่เพียงรูปช้างสามเศียรอันเป็นสัญลักษณ์ของช้างเอราวัณเท่า นั้น เหตุที่ทำเป็นรูปช้างสามเศียรแทน ๓๓ เศียรนั้นคงเป็นเพราะรูปแบบทางด้านศิลปะน่าจะมีความงดงามลงตัวมากกว่า
ไหน ๆ ก็พาทัวร์ช้างเอราวัณแล้ว ขอพาไปเที่ยวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อันที่เป็นประทับของพระอินทร์เจ้าของช้างเอราวัณ เสียเลย
สวรรค์ชั้น ดาวดึงส์อยู่เหนือสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาขึ้นไป ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ เป็นที่ประทับของพระอินทร์ ผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดาทั้งหลาย ตัวเมืองกว้างขวาง ใหญ่โตมากและด้านยาวถึง ๘ ล้านวา มีปราสาทแก้ว ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีประตู ๑,๐๐๐ ประตู ทุกประตูมียอดปราสาท ทำด้วยทองประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ เวลาเปิดปิดประตู จะมีเสียงดังไพเราะราวกับดนตรี
กลางนครดาวดึงส์ปราสาทชื่อ “ไพชยนต์ปราสาท” งดงามมากสุดจะพรรณา เป็นที่ประทับของพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ ทางทิศตะวันออก ของนครดาวดึงส์ มีสวนทิพย์ชื่อ “นันทวัน” มีสมบัติทิพย์ และไม้ผลไม้ดอกมากมาย เป็นสถานที่เล่นสนุกสนาน สำหรับเทวดาในชั้นนี้ ด้านทิศใต้ของนครดาวดึงส์ มีสวนอุทยานใหญ่ชื่อ “ผารุสกวัน” ต้นไม้อยู่ในสวนนี้ มีลักษณะอ่อนค้อม ราวกับมีผู้ดัดไว้ ทางทิศตะวันตกของนครดาวดึงส์ มีอุทยานใหญ่อีกแห่งหนึ่ง เป็นที่เล่นสนุกสนานถูกใจเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่า “จิตรลดา” ต้นไม้และเถาวัลย์ในสวนนี้ สวยงามราวกับมีผู้แต่งประดับไว้ ทางทิศเหนือของนครดาวดึงส์ มีอุทยานใหญ่ชื่อ “มิสสกวัน”
ทางทิศตะวัน ออกเฉียงเหนือ ของนครดาวดึงส์ มีสวนใหญ่ชื่อ “มหาพน” เป็นสวนสนุกเพลิดเพลิน กำแพงล้อมรอบเป็นทองคำ มีปราสาทแก้วอยู่เหนือประตูทุกแห่ง ปราสาททองคำ ๑,๐๐๐ หลัง ประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ มีสระแก้วงดงามมาก ใต้พื้นสระมีแท่นแก้ว อยู่ในรถไพชยนต์ แท่นแก้วมีกลดแก้วกางอยู่ กว้างหนึ่งโยชน์ หัวรถไพชยนต์มีม้าแก้ว ๒,๐๐๐ ตัว มีสร้อยมุกดาห้อยประดับ พร้อมทั้งมาลัยดอกไม้ทิพย์ แล้วแก้วทองห้อยประดับอยู่มากมาย อีกทั้งมีสระไบแก้ว และกระพรวนทอง มีรัศมีงดงาม เวลาลมพัดจะได้ยินเสียงดังก้อง ราวเสียงพิณพาทย์
ที่เขาพระสุเมรุ นั้น มีช้างตัวหนึ่งชื่อ “ไอยราพต” ช้างตัวนี้ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน เพราะในเมืองสวรรค์ ไม่มีสัตว์เดรัจฉานอยู่เลย มีเทวดาองค์หนึ่งชื่อ “เอราวัณเทวบุตร” ยามเมื่อพระอินทร์เสด็จไปเล่นที่ใดก็ตาม เอราวัณเทวบุตรก็จะเนรมิตตัว เป็นช้างเผือกเชือกใหญ่สูง หนึ่งล้านสองแสนวา มีเศียร ๓๓ เศียร มีเศียรเล็ก ๆ อีก ๒ เศียร ใหญ่ที่สุดตรงกลางชื่อ “สุทัศน์” เป็นที่ประทับของพระอินทร์ มีปราสาทตั้งอยู่ตรงกลาง มีพรวนทองคำห้อยประดับกวัดแกว่งไปมา เศียรข้างทั้ง ๓๓ เศียรนั้น แต่ละเศียรมีงา ๗ งา งาแต่ละอันมีสระ ๗ สระ แต่ละสระมีกอบัว ๗ กอ บัวแต่ละกอมี ๗ ดอก ดอกบัวแต่ละดอกมี ๗ กลีบ แต่ละกลีบมีนางฟ้ายืนรำ ๗ คน นางฟ้าแต่ละองค์มีสาวใช้ ๗ นาง เมื่อใดที่พระอินทร์เสด็จประทับเหนือแท่นแก้ว ในหัวช้างเอราวัณนั้น มเหสีทั้ง ๔ องค์ของพระอินทร์ ต้องเสด็จตามไปเฝ้าอยู่เสมอ ได้แก่ นางสุธัมมา นางสุชาดา นางสุนันทา และนางสุจิตรา นอกจากนี้ ยังมีนางฟ้าที่เป็นมเหสีอีก ๙๒ องค์ และมีเทพธิดาที่บรรเลงดนตรี ถวายพระอินทร์อีกมากมาย เสียงดนตรีที่ปรากฏบนสวรรค์ ไพเราะเพราะพริ้งยิ่งนัก และมีความมหัศจรรย์มาก เครื่องดนตรีทุกชนิด ไม่ว่าพิณ กลอง สังข์ บัณเฑาะว์ ปี่ สามารถดังขึ้นมาเองได้ หากมีผู้บรรเลงดนตรีชนิดใดขึ้นมา เครื่องดนตรีชนิดเดียวกันนั้น อีกหกหมื่นชิ้นก็จะบรรเลงได้เอง
ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของนครดาวดึงส์นี้ มีพระเจดีย์องค์หนึ่งชื่อ “พระจุฬามณีเจดีย์” รุ่งเรืองงามประดับด้วยแก้วอินทนิล ตั้งแต่กลางยอดเจดีย์ ไปจนถึงยอดเป็นทอง ประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ สูง ๘๐,๐๐๐ วา มีกำแพงล้อมรอบ มีธงปฏากและธงชัย เทวดาทั้งหลาย ก็ถือเครื่องดีดสีตีเป่าต่าง ๆ มาบรรเลงบูชาถวายพระเจดีย์ทุกวัน มิได้ขาด พระอินทร์เสด็จไปนมัสการพระเจดีย์ พร้อมด้วยหมู่เทพยดา และนางฟ้าทั้งหลาย ทรงนำข้างตอกดอกไม้ ธูปเทียน ของหอมและชวาลาทั้งหลาย ถวายแก่องค์พระเจดีย์มิได้ขาด
นอกเมืองดาวดึงส์นี้ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีอุทยานชื่อ “บุณฑริกวัน” มีกำแพงล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน มีปราสาทแก้วอยู่เหนือประตูทุก ๆ ประตู มีต้นทองหลางใหญ่ชื่อ “ปาริชาติ กัลปพฤกษ์” ใต้ต้นไม้นี้มีแท่นศิลาแก้วสีแดงเข้ม อ่อนนุ่มราวกันฟูกและหมอน ใกล้ต้นปาริชาตินั้น มีศาลาใหญ่ชื่อ “สุธรรมาเทวสภาคยศาลา” งามยิ่งกว่าศาลาอื่น ๆ พื้นศาลาเป็นแก้ว ๗ ประการ มีกำแพงล้อมรอบ มีดอกไม้ชนิดหนึ่งชื่อ “อาสาพตี” มีกลิ่นหอมมาก ดอกไม้นี้บานช้ามาก เวลา ๑ พันปีจึงจะบาน เมื่อดอกบานทั่วทุกกิ่งก้านแล้ว จะมีแสงรุ่งเรืองมาก ที่ศาลานั้นมีราชอาสน์ทิพย์ของพระอินทร์ อีกทั้งที่นั่งของเทวดาทั้ง ๓๒ องค์ ที่เคยได้กระทำบุญร่วมกับพระอินทร์ ในปางก่อน และยังมีที่นั่งของเทวดาทั้งหลาย เรียงกันตามลำดับ
พระ อินทร์เสด็จไปในสุธรรมาเทวสภาคยศาลา เพื่อให้เทวดาทั้งหลาย มาชุมนุนกันในที่นั้น เมื่อใดเทวดาทั้งหลาย ต้องการจะฟังธรรม ก็จะมีพรหมองค์หนึ่งชื่อ “สนังกุมาร” ลงมาจากพรหมโลก เนรมิตตนเป็นคนธรรพ์ชื่อ “ปัญจสิงขร” ปัญจสิงขรคนธรรพ์ จะขึ้นนั่งเหนือธรรมาสน์เพื่อเทศนาธรรม หากว่าพรหมสนังกุมาร ไม่มาเทศนาธรรมให้เทวดาทั้งหลายฟัง บางครั้งเทวดาในสวรรค์ ที่เป็นผู้รู้ธรรมก็จะได้รับเชิญ ให้ขึ้นเทศนาธรรมในที่นั้น ในบางครั้งพระอินทร์ ก็ทรงขึ้นธรรมาสน์เทศนาธรรมเอง เมื่อใดพระอินทร์ทรงเทศนาธรรม ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ ก็จะพาบริวารไปเฝ้าทั้ง ๔ ทิศ และหมู่คนธรรพ์ ก็จะนำเครื่องดนตีทั้งหลาย มาบรรเลงร่ายรำกัน อยู่ที่ปลายเขากำแพงจจักรวาลทั้ง ๔ ด้าน
ยังมีปราสาทแก้ว ปราสาททองอีกมากมาย อันเป็นวิมานของเทวดาทั้งหลาย อยู่ในอากาศสูงเทียมเท่าเขาพระสุเมรุ เทวดาทั้งหลายนี้มีอายุยืนถึง ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ หรือ ๓๖ ล้านปี ในเมืองมนุษย์ สมบัติและยศศักดิ์ทั้งหลายของพระอินทร์ และเหล่าเทวดาที่ได้มานั้น เพราะได้กระทำบุญกุศลธรรมมาแต่ก่อน ผู้ใดปรารถนาจะได้ไปเกิดในเมืองสวรรค์ อย่าได้ประมาทลืมตน ควรเร่งขวนขวายทำบุญกุศล ให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา ดูแลบิดามารดา ผู้เฒ่าผู้แก่ ครูอาจารย์ และสมณพราหมณ์ผู้ทรงศีล ก็จะได้ไปเกิดในสวรรค์นี้
๏ อินทรชิตบิดเบือนกายิน เหมือนองค์อมรินทร์
ทรงคชเอราวัณ
๏ ช้างนิมิตฤทธิแรงแข็งขัน เผือกผ่องผิวพรรณ
สีสังข์สะอาดโอฬาร์
๏ สามสิบสามเศียรโสภา เศียรหนึ่งเจ็ดงา
ดั่งเพชรรัตน์รูจี
๏ งาหนึ่งเจ็ดโบกขรณี สระหนึ่งย่อมมี
เจ็ดกออุบลบันดาล
๏ กอหนึ่งเจ็ดดอกดวงมาลย์ ดอกหนึ่งแบ่งบาน
มีกลีบได้เจ็ดกลีบผกา
๏ กลีบหนึ่งมีเทพธิดา เจ็ดองค์โสภา
แน่งน้อยลำเพานงพาล
๏ นางหนึ่งย่อมมีบริวาร อีกเจ็ดเยาวมาลย์
ล้วนรูปนิรมิตมายา
๏ จับระบำรำร่ายส่ายหา ชำเลืองหางตา
ทำทีดังเทพอัปสร
๏ มีวิมานแก้วงามบวร ทุกเกศกุญชร
ดังเวไชยันต์อมรินทร์
๏ เครื่องประดับเก้าแก้วโกมิ ซอง หางกระวิน
สร้อยสายชนักถักทอง
๏ ตาข่ายเพชรรัตน์ร้อยกรอง ผ้าทิพย์ปกตระพอง
ห้อยพู่ทุกหูคชสาร
๏ โลทันสารถีขุนมาร เป็นเทพบุตรควาญ
ขับท้ายที่นั่งช้างทรง
๏ บรรดาโยธาจัตุรงค์ เปลี่ยนแปลงกายคง
เป็นเทพไทเทวัญ
๏ ทัพหน้าอารักขไพรสัณฑ์ ทัพหลัง สุบรรณ
กินนรนาคนาคา
๏ ปีกซ้ายฤาษิตวิทยา คนธรรพ์ปีกขวา
ตั้งตามตำรับทัพชัย
๏ ล้วนถืออาวุธเกรียงไกร โตมรศรชัย
พระขรรค์คทาถ้วนตน
๏ ลอยฟ้ามาในเวหน รีบเร่งรี้พล
มาถึงสมรภูมิชัย ฯ
๏ เมื่อนั้นจึงพระจักรี พอพระสุ ริย์ศรี
อรุณเรืองเมฆา
๏ ลมหวนอวลกลิ่นมาลา เฟื่องฟุ้งวนา
นิวาสแถวแนวดง
๏ ผึ้งภู่หมู่คณาเหมหงส์ ร่อนราถาลง
แทรกไซ้ในสร้อยสุมาลี
๏ ดุเหว่าเร้าเร่งพระสุริย์ศ ไก่ขันปีกตี
กู่ก้องในท้องดงดาน
๏ ปักษาตื่นตาขันขาน หาคู่เคียงประสาน
สำเนียงเสนาะในไพร
๏ เดือนดาวดับเศร้าแสงใส สร่างแสงอโณทัย
ก็ผ่านพยับรองเรือง
๏ จับฟ้าอากาศแลเหลือง ธิบดินทร์เธอบรรเทือง
บรรทมฟื้นจากไสยา
๏ เสด็จทรงรถแก้วโกสีย์ ไพโรจน์รูจี
จะแข่งซึ่งแสงสุริย์ใส
๏ เทียมสินธพอาชาไนย เริงร้องถวายชัย
ชันหูระเหิดหฤหรรษ์
๏ มาตลีสารถีเทวัญ กรกุมพระขรรค์
ขับรถมากลางจัตุรงค์
๏ เพลารอยพลอยประดับดุมวง กึกก้องกำกง
กระทบกระทั่งธรณี
๏ มยุรฉัตรชุมสายพรายศรี พัดโบกพัชนี
กบี่ระบายโบกลม
๏ อึงอินทเภรีตีระงม แตรสังข์เสียงประสม
ประสานเสนาะในไพร
๏ เสียงพลโห่ร้องเอาชัย เลื่อน ลั่นสนั่นใน
พิภพเพียงทำลาย
๏ สัตภัณฑ์บรรพตทั้งหลาย อ่อนเอียง เพียงปลาย
ประนอมประนมชมชัย
๏ พสุธาอากาศหวาดไหว เนื้อนกตกใจ
ซุกซ่อนประหวั่นขวัญหนี
๏ ลูกครุฑพลัดตกฉิมพลี หัสดินอินทรี
คาบช้างก็วางไอยรา
๏ วานรสำแดงเดชา หักถอนพฤกษา
ถือต่างอาวุธยุทธยง
๏ ไม้ไหล้ยูงยางกลางดง แหลกลู่ล้ม ลง
ละเอียดด้วยฤทธิโยธี
๏ อากาศบดบังสุริย์ศรี เทวัญจัน ทรี
ทุกชั้นอำนวยอวยชัย
๏ บ้างเปิดแกลแก้วแววไว โปรยทิพ มาลัย
ซ้องสาธุการบูชา
๏ ชักรถรี่เรื่อยเฉื่อยมา พุ่มบุษปมาลา
กงรถไม่จดธรณินทร์
๏ เร่งพลโยธาพานรินทร์ เร่งรัด หัสดิน
วานรให้เร่งรีบมา
๏ เมื่อนั้นพระศรีอนุชา เอื้อน อรรถวัจนา
ตรัสถามสุครีพขุนพล
๏ เหตุไฉนสหัสนัยน์เสด็จดล สมรภูมิ ไพรสณฑ์
เธอมาด้วยกลอันใด
๏ สุครีพทูลทัดเฉลยไข ทุกที สหัสนัยน์
เสด็จด้วยหมู่เทวา
๏ อวยชัยถวายทิพมาลา บัดนี้เธอมา
เห็นวิปริตดูฉงน
๏ ทรงเครื่องศัสตราแย่งยล ฤๅจะกลับเป็นกล
ไปเข้าด้วยราพณ์อาธรรมม์
๏ พระผู้เรืองฤทธิแข็งขัน คอยดูสำคัญ
อย่าไว้พระทัยไพรี
๏ เมื่อนั้นอินทรชิตยักษี ตรัสสั่งเสนี
ให้จับระบำรำถวาย
๏ ให้องค์อนุชานารายณ์ เคลิบเคลิ้มวรกาย
จะแผลงซึ่งศัสตรศรพล
๏ อินทรชิตสถิตเหนือเอรา วัณทอดทัศนา
เห็นองค์พระลักษณ์ฤทธิรงค์
๏ เคลิบเคลิ้มหฤทัยใหลหลง จึงจับศรทรง
พรหมาสตร์อันเรืองเดชา
๏ ทูนเหนือเศียรเกล้ายักษา หมายองค์พระอนุชา
ก็แผลงสำแดงฤทธิรณ
๏ อากาศก้องโกลาหล โลกลั่นอึงอล
อำนาจสะท้านธรณี
๏ ศรเต็มไปทั่วราศี ต้ององค์อินทรีย์
พระลักษณ์ก็กลิ้งกลางพล
ถอดความจากกาพย์ฉบัง ๑๖ นี้ได้ความว่า
อินทรชิตแปลงกายเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
ช้างเอราวัณอัน (การุณราช) เนรมิตขึ้นนั้นก็ทรงเรี่ยวแรงแกร่งกล้าน่าเกรงขาม ผิวพรรณสีเผือกผ่องประดุจสังข์อันเกลี้ยงเกลา
มี ๓๓ หัว หัวหนึ่งมี ๗ งา เปล่งประกายเรืองรองประดุจเพชรรัตน์
งาหนึ่งนั้นมีสระโบกขรณี ๗ สระ สระหนึ่งมีดอกบัว ๗ กอ กอหนึ่งมี ๗ ดอก แต่ละดอกครั้นบานแล้วนับได้ ๗ กลีบ แต่ละกลีบมีเทพธิดาที่สวยงามแน่งน้อยน่ารัก ๗ นาง แต่ละนางนั้นยังมีเทพธิดาบริวารอีก ๗ นาง ล้วนเป็นรูปอันมารนิรมิตขึ้นทั้งสิ้น ทั้งยังร่ายรำชม้ายชายตาทำทีดังนางฟ้าจริงๆ
อีก ทั้งทุกหัวของช้างยังมีวิมานอันงดงาม ประดุจปราสาทเวไชยันต์ของท้าวอมรินทร์ เครื่องประดับอันมี ซองหาง กระวิน สายชนัก ล้วนถักร้อยด้วยสร้อยทอง ประดับโกมินล้อมแก้วนพเก้า ผ้าทิพย์ปกตระพองก็ร้อยประดับด้วยเพชร มีสายสร้อยห้อยเป็นพู่ลงทั่วทุกหูช้าง
ขุนมารโล ทันซึ่งเป็นสารถีของอินทรชิตก็แปลงเป็นควาญท้ายช้าง
ทัพทั้ง ๔ เหล่า ต่างแปลงกายเป็นชาวฟ้าชาวสวรรค์ มีอารักขเทวดาและรุกขเทวดา (เทพารักษ์) เป็นทัพหน้า ครุฑ กินนร นาค เป็นทัพหลัง พวกฤาษีและวิทยาธร เป็นปีกซ้าย มีคนธรรพ์เป็นปีกขวา ตั้งทัพตามตำรับพิชัยสงคราม ถืออาวุธเกรียงไกรคือ หอก ธนู ดาบ กระบอง ครบมือ
แล้วเหาะเหินมาบนฟากฟ้า เคลื่อนพลเข้าสู่สมรภูมิ ฯ
ผมก็หามาเท่านี้ ผมขี้เกียจอ่านตาลาย ยังไงถ้าใครต้องการมากกว่านี้ ลองหาหนังสืออ่านดูนะครับ อันนี้เป็นกรณีพิเศษที่เราต้องทำภาคต่อครับ
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
- oknation.net/blog/ThaiTeacher/2009/11/17/entry-1
- yes-iloveyou.com/smfboard/index.php?topic=3243.0
- pageantport.com/webboard/viewtopic.php?f=3&t=6352&start=0
- ข้อมูลในบทพากย์รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
คะแนนความนิยม: 53%
ค้นพบบทความนี้จากคำว่า:
- บทพากย์เอราวัณ
- บทพากย์เอราวัณ แปล
- แปลบทพากย์เอราวัณ
- บทพากย์เอราวัณ ข้อคิด
- บทพากย์เอราวัณ คําแปล
- ถอดความบทพากย์เอราวัณ
- แปลบทพากย์เอราวัณทั้งหมด
- ข้อคิดบทพากย์เอราวัณ
- บทภาคเอราวัณ
- บทพากย์เอราวัณ ม 3
ข้อสำคัญ: อ้างอิงที่มา โดยการคัดลอกข้อความใส่ในบรรณานุกรมของรายงาน
ช่างสรรหาดอทคอม. 2010. ช้างเอราวัณ บทพากย์เอราวัณ ช้างสามเศียร กาพย์ฉบัง ๑๖. (ออนไลน์). แหล่งที่มา :
http://www.changsunha.com/recreate/erawan/.
สุ่มสารานุกรม ความรู้ขึ้นมาแสดง
- ฝนกรด ( Acid Rain) คืออะไร เกี่ยวอะไรกับ ขบวนการออกซิเดชั่น
- โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 - การป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 - ไข้หวัดใหญ่ 2009
- นํ้าขึ้น (High Tide) นํ้าลง (Ebb Tide) และ นํ้าเกิด (Spring tide) นํ้าตาย (Neap tide)
- สิ่งทดแทนสารซีเอฟซี (CFC) ที่เป็นสารเกิดเรือนกระจกด้วยอะไร
- โรคอารมณ์แปรปรวณ (Bipolar disorders) โรคซึมเศร้าและดีใจ โรคอารมณ์ปรวนแปร
๏ อินทรชิตสถิตเหนือเอรา_________วัณทอดทัศนา
เห็นองค์พระลักษณ์ฤทธิรงค์
๏ เคลิบเคลิ้มหฤทัยใหลหลง________จึงจับศรทรง
พรหมาสตร์อันเรืองเดชา
๏ ทูนเหนือเศียรเกล้ายักษา_________หมายองค์พระอนุชา
ก็แผลงสำแดงฤทธิรณ
๏ อากาศก้องโกลาหล____________โลกลั่นอึงอล
อำนาจสะท้านธรณี
๏ ศรเต็มไปทั่วราศี______________ต้ององค์อินทรีย์
พระลักษณ์ก็กลิ้งกลางพล
ช่วยแปลบทนี้ให้หน่อยจะได้มั้ยค่ะ
Well-loved. Like or Dislike:
8
3
เอราวัณ สวนกลับว่า:
พฤศจิกายน 5th, 2010 เมื่อ 9:19 pm
ความจริงเรื่องนี้เรียนมาตั้งแต่ มอสามแล้วหากแปลผิดก็ขอโทษด้วยนะ จำไม่ค่อยจะได้
รู้สึกว่าตอนนี้คือตอนที่พระลักษณ์กำลังเคลิ้มหรือหลงกับการที่อินทรชิตที่ได้นามว่า ผู้ปราบพระอินทร์นี่แหละ ได้ออกกลอุบายเอาไว้อะไรสักอย่าง อินทรชิตก็เห็นว่าพระลักษณ์กำลังลุ่มหลง จึงเอาธนู หรือที่เรียกว่าศรพรหมาสตร์ ซึ่งเป็นศรพิเศษ แล้วเอาขึ้นสู่บนหัว ต้องการที่จะฆ่าพระลักษณ์ แต่ด้วยอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ท้องฟ้าไม่เป็นใจร้องสนั่นหวั่นไหว โลกลั่นอึงอลคือดังมาก เหมือนกับการเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ ถ้าจำไม่ผิดศรพรหมมาสตร์นี้ได้มีอานุภาพมาก สามารถกระจายได้มากมาย ไปโดนพระลักษณ์เข้า
ถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่าพระลักษณ์ตายไหม แต่ว่าตอนจบไม่ตายนะ เหมือนโดนพิธีอะไรสักอย่างช่วยไว้ทัน
ยังไงถ้าพลาดก็ขออภัย พอดีลืมไปแล้วจริงๆ พอจำได้แค่นี้แหละ
![]()
Well-loved. Like or Dislike:
11
1
EW สวนกลับว่า:
พฤศจิกายน 5th, 2010 เมื่อ 10:28 pm
=p ขอบคุณค่ะที่ช่วยแปลให้ ![]()
Hot debate. What do you think?
5
3
แสดงความคิดเห็น
โปรดทราบว่า: ความคิดเห็นจะถูกตรวจสอบก่อนเผยแพร่ ทางเว็บขอสงวนสิทธิ์ในการลบคอมเม้นท์ที่แนบลิ้งค์ เบอร์โทรศัพท์ รวมถึงการโปรโมททุกรูปแบบ เพื่อป้องกันการทำผิดจุดประสงค์ของเว็บไซต์ ทางเว็บจะขอลบความคิดเห็นท่านโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า
Note: Your comment will send to moderation before approve. Changsunha.com will delete all links have attached e-mail or phone numbers. For protect site policy. We will delete it all.I won't tell to you.



ขอบคุงค่ะ
สำหรับบทแปล
ตอนบทพากยืเอราวัณ
Well-loved. Like or Dislike:
13
0
ตอบกลับ
MasterWarrior สวนกลับว่า:
สิงหาคม 7th, 2011 เมื่อ 5:48 pm
ขอ MSN หรือ facebook หน่อยดิได้มะ
ชอบ หรือ ไม่ชอบ
3
0
ตอบกลับ